ช่วงเวลาปิดเทอม เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนรู้สึกมีความสุข ที่ได้พักผ่อน การพักผ่อนตามประสาผู้เขียนคือการนั่งอ่านหนังสือที่ได้หาซื้อมาเองบ้าง หรือยืมจากห้องสมุดบ้าง ที่ในช่วงเปิดเทอมไม่มีเวลาอ่าน ปิดโทรศัพท์ ปิดคอมพิวเตอร์ เสีย แล้วนั่งอ่านหนังสือก็ถือเป็นการพักผ่อนแล้ว
ผู้เขียนได้อ่านหนังสือชีวลิขิต ซึ่งเป็นประวัติของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วได้เกิดความประทับใจในข้อเขียนของคุณกล้าณรงค์ จันทิก ซึ่งเคยทำงานกับท่านอาจารย์เสนีย์ในฐานะเลขานุการส่วนตัว ในตอนหนึ่งได้เขียนเล่าเกี่ยวกับการทำงานของท่านอาจารย์เสนีย์ ที่ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน แม้แต่ลูกแท้ๆ ของท่านก็ไม่มีอภิสิทธิ์
“บุตรชายคนโตของท่านอาจารย์คือ ม.ล.เสรี ปราโมช จบเศรษฐศาสตร์จากหมาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ม.ล.เสรีฯ มีจิตใจเช่นเดียวกับท่านอาจารย์คือรักในการเมือง ม.ล.เสรี ปราโมช ได้ลาออกจากประธานฝ่ายอำนวยการของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร
ในการพิจารณาคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงในเขตที่ ม.ล.เสรี ปราโมช ยื่นใบสมัคร ท่านอาจารย์ก็ขอถอนตัวไม่ร่วมพิจารณา เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ปรากฎว่า ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่ได้รับเลือกจากพรรคให้ลงสมัครในเขตดังกล่าว ต่อมาคุณสราวุธ นิยมทรัพย์ จึงได้ชวนให้ไปลงสมัครที่จังหวัดนครปฐม ทั้งๆที่ ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่มีฐานเสียงอยู่ที่จังหวัดนครปฐมเลย แต่ด้วยวินัย ก็ได้ยอมปฏิบัติตามมติพรรค
ผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า ม.ล.เสรี ปราโมช สอบตก พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี
ม.ล.เสรี ปราโมช กลายเป็นคนตกงาน และทางธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ได้แต่งตั้งบุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทนไปแล้ว
ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น มีผู้คนหลายคนที่รู้จัก ม.ล.เสรี ปราโมช และรู้ถึงความสามารถได้มาขอร้องกับท่านอาจารย์เพื่อขอให้แต่งตั้ง ม.ล.เสรี ปราโมช ไปช่วยทำงานในตำแหน่งต่างๆ แม้กระทั่งตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้รับการยินยอมจากท่านอาจารย์
เคยมีผู้ตั้งคำถามกับอาจารย์ในเรื่องนี้ และพยายามที่จะเอาคำตอบจากท่านอาจารย์มาเพื่อหักล้างการไม่ยินยอมแต่งตั้งของท่านอาจารย์
“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่ใกล้ชิดกับอาจารย์ สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาหรือไม่”
“ใกล้ชิด และเรียกใช้ได้ตลอดเวลา เพราะเขาอยู่ในบริเวณบ้านเดียวกับผม” ท่านยอมรับ
“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่อาจารย์ไว้วางใจได้มากที่สุดหรือไม่” คำถามรุกต่อ
“ไว้วางใจได้มากที่สุด เพราะเขาเป็นลูกผม” ท่านตอบ
“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือไม่”
อาจารย์ตอบว่า “มีความรู้ความสามารถเหมาะสม”
“แล้วทำไมถึงไม่ตั้งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี” คำถามที่คิดว่าสุดท้าย
ท่านตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “เพราะเขาเป็นลูกผม”
ผู้ถามรุกต่อว่า “ทำไมคนอื่นเขาตั้งลูกเป็นเลขาธิการได้ ทำไมอาจารย์ไม่ตั้งทั้งๆ ที่ ม.ล.เสรี เหมาะสมทุกอย่าง”
ท่านย้อนถามว่า “ใครบ้างที่ตั้งลูกเขาเป็นเลขา บอกมาซิ”
พอผู้ถามตอบไป ซึ่งมีอยู่หลายคน ท่านบอกว่า “นั่นคือเขา แต่ไม่ใช่ผม”
จบครับ และก็ไม่มีการแต่งตั้ง ม.ล.เสรี ปราโมช ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลยในสมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะตำแหน่งใดทั้งสิ้น”
ที่มา: กล้าณรงค์ จันทิก, ๒๕๔๘, “ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสรับใช้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช,” ใน วิทยา แก้วภราดัย (บรรณาธิการ), ชีวลิขิต, (พิมพ์ครั้งที่ ๒), กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช.
Friday, March 14, 2008
Monday, March 3, 2008
๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอดซี. อี. โอ.
๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอดซี. อี. โอ.
๔๒๐ มีพนักงานคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถมาก แต่เขาไม่ยอมรับตำแหน่งบริหาร เขาขอเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว จะชักจูงเขาด้วยวิธีใดดี
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบข้อถามข้อนี้โดยตรง แต่ข้าพเจ้าอ่านและวิเคราะห์เอาเองได้ข้อสรุปว่า เมื่อได้เสนอตำแหน่งให้แล้ว แต่ไม่ยอมรับ ก็ไม่น่าจะต้องพยายามชักจูง
ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปนี้มาอย่างไร
ข้าพเจ้าอ่านประวัติของพระมหากัสสปเถระครั้งใดก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมพระมหากัสสปะซึ่งก่อนบวชเป็นเศรษฐี บริวารมาก มีประสบการณ์ในการเป็นนักปกครอง กลับเป็นผู้ถือธุดงค์อย่างเคร่งครัด จนได้รับสรรเสริญว่าเป็นเลิศในหมู่ภิกษุผู้ถือธุดงค์เป็นวัตร แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตให้เลิกถือธุดงค์บางข้อเมื่อท่านชราแล้ว ท่านก็ไม่ประสงค์ ยังคงรักษาวัตรของท่านตลอดอายุ ท่านทูลพระพุทธเจ้าว่าเพื่อเป็นตัวอย่างแก่พระภิกษุรุ่นหลังๆ
ตามประวัติพระมหากัสสปะท่านเบื่อหน่ายทรัพย์สมบัติ และการดูแลข้าทาสบริวาร ท่านจึงออกบวช และท่านก็สมาทานธุดงค์ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับบรรพชาจากพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนช่างสงสัย อดตั้งคำถามต่อไปไม่ได้ว่า คนอื่นๆ ที่เยื่อหน่ายบริวารแล้วออกบวชก็มี แต่ไม่ได้ปฏิเสธการอยู่ในเมือง
ตั้งคำถามแล้วไม่มีคำตอบก็เลยสันนิษฐานเอาเอง (ซึ่งคนที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกไม่พึงทำ สิ่งใดที่ไม่มีคำอธิบายก็ควรจะรับแค่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้อธิบายไว้ ไม่ใช่คิดแต่งเติมเอาเอง) ข้าพเจ้าตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะประสบการณ์เช่นที่ท่านมีอยู่นั้น ถ้าท่านอยู่ในเมืองอาจจะเกิดปัญหาเรื่องมีฝักมีฝ่ายระหว่างพระภิกษุต่างๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม การอยู่ป่าจึงมีประโยชน์สองประการคือ การเป็นแบบอย่างให้กับภิกษุรุ่นหลังในเรื่องการถือธุดงค์เป็นวัตร และในขณะเดียวกันก็มีผลพลอยได้ที่ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปด้วย
ในเมื่อท่านไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในเมือง ก็เลยไม่มีปัญหาให้เราได้ศึกษา การตั้งคำถามของข้าพเจ้าจึงเหมือนฟุ้งซ่านไปฝ่ายเดียว และการไม่อยู่ในเมืองไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีบริวารเลย และไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ใส่ใจกับปัญหาต่างๆ ของสงฆ์
ความเป็นผู้นำของพระมหากัสสปะ ความใส่ใจเรื่องส่วนรวม และความเป็นที่เคารพนับถือในฐานะพระเถระผู้ใหญ่เห็นได้ชัดเจนเมื่อสิ้นพระศาสดาและพระอัครสาวกทั้งคู่แล้ว ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ชักชวน และดำเนินการสังคายาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก ๓ เดือนหลังพุทธปรินิพพาน โดยมีพระอุบาลีกับพระอานนท์เป็นผู้ช่วยซ้ายขวา (ในด้านพระวินัย และพระสูตร)
บริษัทใดมีพนักงานเช่นพระมหากัสสปะนี้ ถือว่าเป็นโชค เพราะเป็นพนักงานที่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถ ที่พอใจจะดำรงตนอยู่อย่างเรียบง่ายที่สุด แต่ไม่ทอดธุระเมื่อเห็นว่าถึงคราวจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
เมื่อจะแต่งตั้งพนักงาน บริษัทจึงควรดูทั้งความต้องการของบริษัท และความประสงค์ของพนักงานด้วย เมื่อพนักงานไม่ประสงค์ตำแหน่งบริหาร ก็ควรมีทางออกที่ดีเพื่อให้พนักงานผู้นั้นได้รับสถานะที่สมควร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย
ที่มา: นวพร เรืองสกุล, ๒๕๔๙, ๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอด ซี. อี. โอ., กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์, หน้า ๑๐๖-๑๐๗
๔๒๐ มีพนักงานคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถมาก แต่เขาไม่ยอมรับตำแหน่งบริหาร เขาขอเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว จะชักจูงเขาด้วยวิธีใดดี
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบข้อถามข้อนี้โดยตรง แต่ข้าพเจ้าอ่านและวิเคราะห์เอาเองได้ข้อสรุปว่า เมื่อได้เสนอตำแหน่งให้แล้ว แต่ไม่ยอมรับ ก็ไม่น่าจะต้องพยายามชักจูง
ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปนี้มาอย่างไร
ข้าพเจ้าอ่านประวัติของพระมหากัสสปเถระครั้งใดก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมพระมหากัสสปะซึ่งก่อนบวชเป็นเศรษฐี บริวารมาก มีประสบการณ์ในการเป็นนักปกครอง กลับเป็นผู้ถือธุดงค์อย่างเคร่งครัด จนได้รับสรรเสริญว่าเป็นเลิศในหมู่ภิกษุผู้ถือธุดงค์เป็นวัตร แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตให้เลิกถือธุดงค์บางข้อเมื่อท่านชราแล้ว ท่านก็ไม่ประสงค์ ยังคงรักษาวัตรของท่านตลอดอายุ ท่านทูลพระพุทธเจ้าว่าเพื่อเป็นตัวอย่างแก่พระภิกษุรุ่นหลังๆ
ตามประวัติพระมหากัสสปะท่านเบื่อหน่ายทรัพย์สมบัติ และการดูแลข้าทาสบริวาร ท่านจึงออกบวช และท่านก็สมาทานธุดงค์ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับบรรพชาจากพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนช่างสงสัย อดตั้งคำถามต่อไปไม่ได้ว่า คนอื่นๆ ที่เยื่อหน่ายบริวารแล้วออกบวชก็มี แต่ไม่ได้ปฏิเสธการอยู่ในเมือง
ตั้งคำถามแล้วไม่มีคำตอบก็เลยสันนิษฐานเอาเอง (ซึ่งคนที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกไม่พึงทำ สิ่งใดที่ไม่มีคำอธิบายก็ควรจะรับแค่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้อธิบายไว้ ไม่ใช่คิดแต่งเติมเอาเอง) ข้าพเจ้าตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะประสบการณ์เช่นที่ท่านมีอยู่นั้น ถ้าท่านอยู่ในเมืองอาจจะเกิดปัญหาเรื่องมีฝักมีฝ่ายระหว่างพระภิกษุต่างๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม การอยู่ป่าจึงมีประโยชน์สองประการคือ การเป็นแบบอย่างให้กับภิกษุรุ่นหลังในเรื่องการถือธุดงค์เป็นวัตร และในขณะเดียวกันก็มีผลพลอยได้ที่ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปด้วย
ในเมื่อท่านไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในเมือง ก็เลยไม่มีปัญหาให้เราได้ศึกษา การตั้งคำถามของข้าพเจ้าจึงเหมือนฟุ้งซ่านไปฝ่ายเดียว และการไม่อยู่ในเมืองไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีบริวารเลย และไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ใส่ใจกับปัญหาต่างๆ ของสงฆ์
ความเป็นผู้นำของพระมหากัสสปะ ความใส่ใจเรื่องส่วนรวม และความเป็นที่เคารพนับถือในฐานะพระเถระผู้ใหญ่เห็นได้ชัดเจนเมื่อสิ้นพระศาสดาและพระอัครสาวกทั้งคู่แล้ว ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ชักชวน และดำเนินการสังคายาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก ๓ เดือนหลังพุทธปรินิพพาน โดยมีพระอุบาลีกับพระอานนท์เป็นผู้ช่วยซ้ายขวา (ในด้านพระวินัย และพระสูตร)
บริษัทใดมีพนักงานเช่นพระมหากัสสปะนี้ ถือว่าเป็นโชค เพราะเป็นพนักงานที่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถ ที่พอใจจะดำรงตนอยู่อย่างเรียบง่ายที่สุด แต่ไม่ทอดธุระเมื่อเห็นว่าถึงคราวจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
เมื่อจะแต่งตั้งพนักงาน บริษัทจึงควรดูทั้งความต้องการของบริษัท และความประสงค์ของพนักงานด้วย เมื่อพนักงานไม่ประสงค์ตำแหน่งบริหาร ก็ควรมีทางออกที่ดีเพื่อให้พนักงานผู้นั้นได้รับสถานะที่สมควร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย
ที่มา: นวพร เรืองสกุล, ๒๕๔๙, ๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอด ซี. อี. โอ., กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์, หน้า ๑๐๖-๑๐๗
Wednesday, February 20, 2008
วันมาฆบูชา ๒๕๕๑

วันมาฆบูชา ๒๕๕๑
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
การทำความดีให้ถึงพร้อม
การชำระจิตของตนให้ผ่องใส
นั่นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
(ขุ.ธ. ๒๕/๒๔/๓๙-๔๐)
ขฺนตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต
ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม
ผู้ฆ่าผู้อื่นหาใช่บรรพชิตไม่
ผู้เบียดเบียนคนอื่น ก็มิใช่สมณะ
(ขุ.ธ. ๒๕/๒๔/๔๐)
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
การไม่ด่าว่า การไม่เบียดเบียน
การสำรวมระวังในระเบียบวินัย
การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร
การนั่งนอนในที่อันสงัด
การฝึกสมาธิอยู่เสมอ
นั่นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
(ขุ.ธ. ๒๕/๒๔/๓๙-๔๐)
Wednesday, February 13, 2008
ธรรมะวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2551
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้สัจจะแห่งโลกสัมพันธ์ไปบ้าง โดยได้ตรัสแสดงไว้ว่า
ปุพฺเพว สันฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํว ยโถทเก
แปลความว่า ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะบุพเพสันนิวาส คือ ความอยู่ด้วยกันในปางก่อนบ้าง ด้วยความเกื้อกูลกันในปัจจุบันบ้าง เหมือนอย่างอุบลอาศัยเปือกตมและบ้ำบังเกิดขึ้น ฉะนั้น และเพื่อประคับประคองให้การอยู่ร่วมกันมั่นคงประกอบด้วยความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุก จึงได้ทรงแสดงธรรมซึ่งประกอบด้วยคุณภาพทรงดำรงรักษา โดยตรัสสอนให้ มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกัน เพื่อเป็นสามีเทวดาภริยาเทวดา ตลอดจนถึงเป็นบุตรธิดาเทวดา เป็นต้น เพื่อจะได้เห็นซึ่งกันและกันตลอดกาลนาน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งภายภาคหน้า และจักได้เห็นกันด้วยความบันเทิงสุขโดยตลอด สมดังคำแปลนิคมคาถาบทอุเทศเบื้องต้นว่า ภริยาและสามีทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีศรัทธารู้ถ้อยคำ (รู้ความประสงค์ของผู้ขอ) สำรวมระวัง ดำรงชีวิตโดยธรรม กล่าววาจาเป็นที่รักต่อกันและกัน ทั้งสองนั้นเป็นผู้มีประโยชน์ทั้งหลายเจริญรุ่งเรืองมาก ความผาสุกก็บังเกิดขึ้นมาก อมิตรหรือศัตรูย่อมเป็นที่โทมนัสของทั้งสองผู้มีศีลเสมอกัน ทั้งสองประพฤติธรรมในโลกนี้ เป็นผู้มีศีลวัตรเสมอกัน ย่อมจักบันเทิงในโลกสวรรค์ต่อไป ย่อมบันเทิงพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาพอใจทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
พระธรรมเทศนา สัทธาทิกถา ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕
ที่มา: สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร เจริญ คชวัตร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวโรกาสงานฉลองพระชนมายุ ๙๓ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘, กรุงเทพฯ: ชวนพิมพ์, หน้า ๒๑๐
ปุพฺเพว สันฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํว ยโถทเก
แปลความว่า ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะบุพเพสันนิวาส คือ ความอยู่ด้วยกันในปางก่อนบ้าง ด้วยความเกื้อกูลกันในปัจจุบันบ้าง เหมือนอย่างอุบลอาศัยเปือกตมและบ้ำบังเกิดขึ้น ฉะนั้น และเพื่อประคับประคองให้การอยู่ร่วมกันมั่นคงประกอบด้วยความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุก จึงได้ทรงแสดงธรรมซึ่งประกอบด้วยคุณภาพทรงดำรงรักษา โดยตรัสสอนให้ มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกัน เพื่อเป็นสามีเทวดาภริยาเทวดา ตลอดจนถึงเป็นบุตรธิดาเทวดา เป็นต้น เพื่อจะได้เห็นซึ่งกันและกันตลอดกาลนาน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งภายภาคหน้า และจักได้เห็นกันด้วยความบันเทิงสุขโดยตลอด สมดังคำแปลนิคมคาถาบทอุเทศเบื้องต้นว่า ภริยาและสามีทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีศรัทธารู้ถ้อยคำ (รู้ความประสงค์ของผู้ขอ) สำรวมระวัง ดำรงชีวิตโดยธรรม กล่าววาจาเป็นที่รักต่อกันและกัน ทั้งสองนั้นเป็นผู้มีประโยชน์ทั้งหลายเจริญรุ่งเรืองมาก ความผาสุกก็บังเกิดขึ้นมาก อมิตรหรือศัตรูย่อมเป็นที่โทมนัสของทั้งสองผู้มีศีลเสมอกัน ทั้งสองประพฤติธรรมในโลกนี้ เป็นผู้มีศีลวัตรเสมอกัน ย่อมจักบันเทิงในโลกสวรรค์ต่อไป ย่อมบันเทิงพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาพอใจทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
พระธรรมเทศนา สัทธาทิกถา ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕
ที่มา: สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร เจริญ คชวัตร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวโรกาสงานฉลองพระชนมายุ ๙๓ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘, กรุงเทพฯ: ชวนพิมพ์, หน้า ๒๑๐
Tuesday, February 12, 2008
สรุป ศาสนาพุทธที่มนุษย์จะได้รับประโยชน์
สรุป ศาสนาพุทธที่มนุษย์จะได้รับประโยชน์
Link....
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_18zvz4tdq&revision=_latest
Link....
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_18zvz4tdq&revision=_latest
Thursday, January 31, 2008
พระพุทธบาทสี่รอย
พระพุทธบาทสี่รอย
พระพุทธบาทสี่รอย ประกอบด้วยรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ที่ได้มาตรัสรู้แล้ว ในภัทรกัปป์นี้ ได้แก่ สมเด็จพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า และสมเด็จพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า
รอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ประทับซ้อนกันไว้
พระอุโบสถของวัดพระพุทธบาทสี่รอย ถ่ายจากพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาท
พระอุโบสถจตุรมุข ยอดมณฑป ประดับลายปูนปั้นแบบล้านนา
พระพุทธมหาธรรมิกราช
พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้มีพระพุทธลักษณะงดงามเป็นที่สุด พระพักตร์และพระเนตรเปี่ยมด้วยความเมตตา เสมือนมีชีวิตจิตใจ
พระพุทธมหาจักรพรรดิตราธิราช พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปผสมระหว่างล้านนา สุโขทัย เชียงแสน อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานหน้าพระประธานในพระอุโบสถ
รอยพระพุทธหัตถ์วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตั้งอยู่ที่ตำบลสะลวง อำเถอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มาตรัสรู้ในภัทรกัปป์นี้ ๔ พระองค์
ตามตำนานกล่าวว่า ในพุทธกาลแห่งสมเด็จพระวิปสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับจากภัทรกัปนี้ไปได้ ๙๒ กัป ในครั้งนั้นมีภิกษุผู้เป็นสาวกแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้สะสมปัจจัยจนเกินสมควร เมื่อสิ้นชีวิตไปจึงได้ไปเกิดในมหานรก ตราบจนสิ้นอายุในมหานรกแล้ว เศษกรรมได้นำมาเกิดเป็นเปรตนามว่า "มหาศิลาหลวง" (เปรตหิน) พูดวาจาใดๆ ไม่ได้ เนื่องจากสรีระกลายเป็นหิน ตั้งอยู่ ณ เวภารบรรพต
เมื่อกาลล่วงมาได้ ๙๒ กัป จนถึงภัทรกัป หรือกัปปัจจุบัน สมเด็จพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาตรัสรู้ และเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้เหนือมหาศิลาเปรต ได้แก่ รอยพระพุทธบาทที่ใหญ่ที่สุด ยาว ๑๒ ศอก
เมื่อสมเด็จพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ โดยประทับซ้อนรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นรอยที่สอง รอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาว ๙ ศอก
เมื่อสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาตรัสรู้ พระองค์ก็ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท ซ้อนรอยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ไว้เป็นรอยที่สาม โดยรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาว ๗ ศอก
ในพุทธกาลแห่งสมเด็จพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระองค์ปัจจุบัน) ก็ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทซ้อนรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ไว้เป็นรอยที่สี่ โดยรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาว ๔ ศอก
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีพระพุทธดำรัสว่า ในอนาคตกาลเมื่อสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า มาตรัสรู้ พระองค์จะได้เหยียบรอยพระพุทธบาทครอบรอยพระพุทธบาททั้ง ๔ รอยนี้ ให้กลายเป็นรอยเดียว
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้แล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า เมื่อพระองค์ได้ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เทพยดาทั้งปวงจะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ เมื่อพระพุทธศาสนกาลล่วงไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้จักปรากฎแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อให้ได้มีโอกาสกราบไหว้สักการะบูชา
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้แล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า เมื่อพระองค์ได้ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เทพยดาทั้งปวงจะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ เมื่อพระพุทธศาสนกาลล่วงไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้จักปรากฎแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อให้ได้มีโอกาสกราบไหว้สักการะบูชา
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วประมาณ ๒,๐๐๐ ปี เทพยดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยนี้ปรากฎแก่คนทั้งหลาย จึงเนรมิตเป็นรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ลงมาจากเวภารบรรพต ไปจิกลูกไก่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา แล้วบินกลับขึ้นไปบนยอดเขา พรานป่าโกรธมาก จึงได้ติดตามขึ้นไป แต่ไม่เห็นรุ้งตัวนั้น เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย จึงทำการสักการะบูชา และได้บอกกล่าวแก่คนทั้งหลายให้ทราบ และได้พากันไปสักการะบูชา คนทั้งหลายจึงเรียกรอยพระพุทธบาทนั้นว่า พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)
นอกจากนี้ตำนานยังได้กล่าวว่า เมื่อพญามังราย ครองราชสมบัติ ณ เมืองเชียงใหม่ พระองค์ และพระราชเทวี เสนาอำมาตย์ ก็ได้เดินทางมาสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอยนี้ กษัตริย์ราชวงศ์มังรายทุกพระองค์ก็ได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อมาวาจะต้องมากราบสักการะบูชาพระพุทธบาทนี้
เมื่อเจ้าหลวงธรรมลังกา ช้างเผือก ครองนครเชียงใหม่ ท่านได้เดินทางมาสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และสร้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิมหากใครจะดูรอยพระพุทธบาทที่ประทับบนก้อนหินขนาดใหญ่ จะต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปดู เจ้าหลวงธรรมลังกาจึงได้สั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้านรอบก้อนหิน เพื่อที่สตรีจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วย
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้เสด็จไปสักการะพระพุทธบาทสี่รอย และมีพระศรัทธาสร้างพระวิหารหนึ่งหลัง เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้เดินทางไปสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อวิหารชั่วคราวที่เจ้าหลวงธรรมลังกาสร้างไว้ และครูบาเจ้าได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ นอกจากนี้ท่านยังได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อรักษาไว้ให้ยั่งยืนเท่าพระศาสนา
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัยหลายรูป อาทิ ครูบาหน้อย วัดบ้านปง อ.แม่แตง ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ฯลฯ ได้เดินทางไปสักการะบูชา
นอกจากนี้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ฯลฯ ก็ได้เคยธุดงค์ไปกราบสักการะบูบา
Saturday, January 12, 2008
ถวายอาลัย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 สำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์เรื่องสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 02.54 น.
Link
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_20ct8jxhdn&revision=_latest
Subscribe to:
Posts (Atom)



