Thursday, May 15, 2008

เนรุชาดก อานุภาพของเนรุบรรพต

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วได้ไปยังหมู่บ้านชนบทตำบลหนึ่ง คนทั้งหลายเลื่อมใสในอิริยาบทของท่าน ให้ท่านฉันแล้ว สร้างบรรณศาลาในป่าให้ท่านอยู่ที่บรรณศาลานั้น และพากันถวายสักการะท่านอย่างเหลือเฟือ
ครั้งนั้น ภิกษุอื่นซึ่งเป็นพวกสัสตวาทะได้มา ณ ที่นั้น คนเหล่านั้นได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว พากันสละเถรวาททิ้ง เชื่อถือสัสสตวาท ถวายสักการะท่านเหล่านั้นเท่านั้น
ต่อมาพวกอุจเฉทวาทมา พวกเขาก็พากันสละสัสสตวาททิ้งเชื่อถืออุจเฉทวาท
ต่อมาพวกอื่น ที่เป็นอเจลกวาทมา พวกเขาก็พากันสละอุจเฉทวาททิ้ง เชื่อถือ อเจลกวาท
ท่านอยู่อย่างไม่สบายในสำนักของพวกคนเหล่านั้น ผู้ไม่รู้จักคุณและมิใช่คุณ ออกพรรษาปวารนาแล้ว จึงไปยังสำนักของพระศาสดา เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เธอจำพรรษาที่ไหน ? ทูลว่า อาศัยหมู่บ้านชายแดน พระเจ้าข้า ถูกตรัสถามว่า อยู่สบายดีหรือ ? จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่อย่างเป็นทุกข์ในสำนักของผู้ไม่รู้คุณและไม่ใช่ คุณ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลายในสมัยก่อน แม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน แม้เพียงวันเดียวก็ไม่อยู่กับคนทั้งหลายผู้ไม่รู้คุณและมิใช่คุณ เหตุไฉนเธอจึงอยู่ในสำนักของคนที่ไม่รู้จักคุณและ มิใช่คุณของตน พระศาสดานั้นภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดสุวรรณหงส์ แม้พี่ ๆ น้อง ๆ ของเขาก็มี พวกเขาพากันอยู่ที่เขาจิตกูฏ จิกกินข้าวสาลีที่เกิดเอง ในท้องที่หิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาพากันเที่ยวไปในท้องถิ่นหิมพานต์นั้น แล้วกำลังกลับมายังเขาจิตกูฏ เห็นภูเขาทองลูกหนึ่ง ชื่อว่า เนรุ ในระหว่างทางจึงได้พากันเกาะอยู่บนยอดเขานั้น แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ภูเขานั้นมีทั้งนก ทั้งกระต่าย และสัตว์ ๔ เท้านานาชนิดในทำเลหากิน ตั้งแต่เวลาเข้าไปสู่ภูเขาจะกลายเป็นมีสีเหมือนทอง เพราะต้องแสงภูเขานั้น พวกสุวรรณหงส์พากันเห็นแล้ว น้องสุดท้องของพระโพธิสัตว์ ไม่รู้เหตุนั้น สงสัยว่านั่นเป็นเหตุอะไรหนอ ? เมื่อจะสนทนากับพี่ชาย จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า:

[๘๔๙] กาป่า กาบ้าน และพวกเราที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย มาจับที่ภูเขาลูก
นี้แล้ว ย่อมเหมือนกันทั้งหมดทีเดียว.

[๘๕๐] ราชสีห์ เสือโคร่ง นก และเนื้อทั้งหลายซึ่งอยู่ที่ภูเขานี้ ย่อมมีสีกาย
เหมือนกันทั้งหมด ภูเขาลูกนี้ชื่อว่าอะไร?

พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:

[๘๕๑] มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรู้จักภูเขาอันอุดมนี้ว่า เนรุบรรพต สัตว์ทุกชนิดอยู่
ที่เนรุบรรพตนี้ ย่อมมีสีกายเหมือนทอง.

น้องชายได้ยินคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า:

[๘๕๒] การไม่นับถือก็ดี การดูหมิ่นก็ดี การเสมอกันกับคนเลวก็ดี จะพึงมี
แก่บัณฑิตทั้งหลายในที่ใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่พอใจอยู่ในที่นั้น.*

[๘๕๓] คนเกียจคร้านกับคนขยัน คนกล้าหาญกับคนขลาด มีผู้บูชาเสมอกันในที่
ใด สัตบุรุษ ย่อมไม่อยู่ในที่นั้น ซึ่งเป็นภูเขาที่ไม่สามารถจะแบ่งคนให้
แปลกกันได้.

[๘๕๔] เนรุบรรพตนี้ ย่อมไม่จำแนกคนชั้นเลว คนชั้นกลาง และคนชั้นสูง
ทำให้เหมือนกันไปเสียหมด มิฉะนั้น เราจะละเนรุบรรพตนี้ไปเสีย.

* ณ ที่ใดมีทั้งการไม่นับถือ ทั้งการดูหมิ่น หรือการปราศจากความนับถือสัตบุรุษ คือ บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล หรือมีการนับถือคนเลวหรือคนทุศีล ณ ที่นั้น ผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่

ก็แลหงส์ทั้ง ๒ ตัวนั้นครั้นพูดกันอย่างนี้แล้ว ได้พากันบินไป ยังเขาจิตกูฏนั่นเอง.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุนั้นได้ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า หงส์ตัวน้องในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนหงส์ตัวพี่ คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ เนรุชาดก

Thursday, April 17, 2008

สร้างบริวาร

เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถวัดต่างๆ จะเห็นว่าบนฐานชุกชี คือที่สำหรับประดิษฐานพระประธาน มักจะมีพระอัครสาวก ๒ องค์ ยืนหรือนั่งอยู่เบื้องหน้าพระประธานองค์ข้างซ้ายคือพระโมคคัลลานะ ส่วนองค์ข้างขวาคือพระสารีบุตร ซึ่งทั้งสององค์นี้เมื่อสมัยพุทธกาลได้เป็นกำลังยิ่งใหญ่ในการช่วยเผยแผ่และประดิษฐานพระพุทธศาสนาจนเป็นหลักฐานมั่นคง

พระพุทธเจ้าทรงพรั่งพร้อมด้วยบริวารสมบัติ คือมีพระสาวกที่ทรงคุณงามความดีมีความสามารถดีมากด้วยเป็นพุทธบริวาร จึงได้เป็นกำลังประกาศพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาได้กระทั่งทุกวันนี้ แม้พระองค์เสด็จปรินิพพานเป็นเวลามากกว่า ๒๕ ศตวรรษแล้วก็ตาม แต่พระธรรมวินัยอันเป็นหลักคำสั่งสอนของพระองค์ ก็ยังเป็นศาสนาที่มีผู้เคารพนับถือประพฤติปฏิบัติตามๆ กันสืบมา

ผู้มีบริวารใกล้ชิดช่วยรับใช้ ถึงพร้อมด้วยบริวารสมบัติ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เพราะคนเราถึงจะมีวิชา มีทรัพย์ มียศ แต่ไร้บริวารก็เสมือนโล้เรือใหญ่ด้วยแรงของตนเอง จะดีเด่นและมีผู้เห็นความดีได้ชัดเจนอย่างไร

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมครบถ้วน โดยเฉพาะทรงมีเมตตาแก่คนและสัตว์ทั่วไป สมัยหนึ่งเสด็จประทับอยู่ที่ป่าปาลิไลยก์โดยโดดเดี่ยวเพียงพระองค์เดียว เพราะทรงระอาความวิวาทของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ยังมีช้างกับลิงเข้ามาเป็นบริวารรับใช้ถวายอารักขา

ผู้ที่มีเมตตาประจำจิต รู้จักเห็นใจผู้อื่นเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่คล้องใจคนให้จงรักภักดียอมเป็นบริวารได้

อย่าสร้างบริวารด้วยเงินหรืออำนาจ เพราะไม่ยั่งยืนเลย แต่ถ้าผูกใจให้เขารักด้วยดีต่อเขา มีความเห็นใจเขา รู้จักสงเคราะห์เขา เป็นต้น ดังนี้ จะเป็นผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยบริวารเสมอ

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมสอนใจ หน้า ๓๘-๓๙ มีผู้พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน

Thursday, April 3, 2008

ชมสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ไหว้พระพุทธรูป 6 นิ้ว ที่วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร


วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งราชอาณาจักรอยุธยา และมีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ โดยสมเด็จพระสังฆราชทอง (แตงโม) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสวัดนี้ และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้มีการสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม อาทิ พระระเบียงหรือพระวิหารคดรอบพระอุโบสถ หอสวดมนต์ เป็นต้น





ภายในวัดใหญ่ฯ มีพระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง มีพระพุทธลักษณะสมส่วนสวยงามมาก มีฐานพระปั้นลวดลายปิดทองประดับกระจกสี เบื้องหลังพระประธานมีพระพุทธรูปโลหะ ที่พระบาทขวามีนิ้วพระบาท 6 นิ้ว นับว่าเป็นของแปลก เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐานพระพุทธรูปพระคันธารราษฎร์ พระอัครสาวก รูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) และ รูปหล่อพระครูมหาวิหาราภิรักษ์ ผู้ทำการบูรณะวัดใหญ่ฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5

สำหรับพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชแตงโมนั้น ผู้ที่มีวัยเดียวกับผู้เขียนหากความจำยังดี ก็คงจะวิชาภาษาไทยในสมัยก่อน มีบทเรียนเกี่ยวกับพระประวัติของท่าน เท่าที่ผู้เขียนจำได้นั้น สมเด็จพระสังฆราชแตงโม เดิมชื่อทอง เป็นเด็กกำพร้า ต่อมาท่านได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำกับเพื่อน ได้เห็นเปลือกแตงโมลอยน้ำมา ด้วยความหิวท่านจึงรับประทานเปลือกแตงโมดังกล่าว เมื่อเพื่อนๆ เห็นจึงได้ล้อเลียนเรียกชื่อท่านว่าเด็กชายแตงโม ต่อมาท่านได้บวชเรียน ณ วัดใหญ่ (สุวรรณาราม)และได้ไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา มีความรู้ในพระธรรมวินัย ได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในบั้นปลายชีวิตท่านได้ถวายพระพรลากลับบ้านเกิดไปจำวัดยังวัดใหญ่ สมเด็จพระเจ้าเสือได้พระราชทานท้องพระโรงไปสร้างเป็นศาลาการเปรียญยังวัดใหญ่ดังกล่าว



พระอุโบสถวัดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปแบบทรงไทยสมัยอยุธยา ไม่มีหน้าต่าง ผนังด้านในวาดเป็นรูปเทพชุมนุม ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเพชรบุรี มีความงดงามมากดังที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวชมว่า “เส้นวาดเป็นรูปเทพชุมนุม และเครื่องอาภรณ์นั้นก็สวยงามอย่างน่าประหลาด ช่างที่อยู่ในสมัยที่ภาพเขียนเจริญถึงขีดสุดเท่านั้นจึงจะสามารถวาดจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามเช่นนี้ได้” สำหรับบานประตูพระอุโบสถวาดเป็นรูปเทพทวารบาล มีรูปทรงและสีสันสวยงาม และค่อนข้างสมบูรณ์ อายุของบานประตูและภาพวาดนั้น เจ้าหน้าที่ของวัดบอกว่ามีอายุกว่า 400 ปี






นอกจากพระพุทธรูปและพระอุโบสถแล้ว วัดใหญ่ฯ ยังมีศาลาการเปรียญ ซึ่งกล่าวกันว่าเดิมเป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชแตงโม ถือเป็นตัวอย่างของพระราชมณเฑียรสมัยอยุธยาที่มีสภาพสมบูรณ์ ศาลานี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีขนาดใหญ่ 10 ห้อง ในศาลายังพอเห็นภาพจิตรกรรมอยู่บ้าง สิ่งที่โดดเด่นของศาลาการเปรียญนี้ได้แก่ บานประตูไม้สักแกะสลักที่สวยงามมาก โดยแกะเป็นลายก้านขดสองชั้น ออกยอดเป็นลายกระหนกและหัวสัตว์ต่างๆ อยู่ในกรอบซุ้มเรือนแก้วที่เดินเส้นซ้อนกัน บานประตูด้านซ้ายมีรอยแตก เล่าว่าเคยถูกพม่าฟันมาแล้ว นอกจากบานประตูแล้วภายในศาลาการเปรียญยังมีธรรมาสน์ฝีมืองาม รูปทรงบุษบก


บริเวณวัดมีหอไตรหลังเก่า ที่สร้างอยู่กลางสระน้ำ รูปทรงแบบเรือนไทยโบราณชั้นเดียว แต่มีเสาเพียง 3 เสา มีสะพานทอดจากริมสระไปยังหอไตร น้ำในสระมีสีเขียวมรกต ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสจะเห็นภาพพระอุโบสถสะท้อนลงบนผิวน้ำ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงามมาก



นอกจากนี้หน้าบันของวิหารคดรอบพระอุโบสถ ยังได้แกะสลักเป็นรูปเลข 5 ไทย อยู่เหนือพานและพระขรรค์ แต่อยู่ใต้จุลมงกุฎ สันนิษฐานว่าทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนหน้าบันพระระเบียงด้านทิศเหนือของพระอุโบสถและพระวิหาร ตัวเลข 5 กลับด้านแปลกกว่าหน้าบันด้านอื่นๆ สันนิษฐานว่าต้องการสื่อว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สวรรคตแล้ว
เอกสารประกอบการเขียน
วิลาวัณย์ ฤดีศาสนต์. 2546. เพชรบุรี. กรุงเทพฯ: สารคดี.
สุมาลี งามสมบัติ. มปป. วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร. โครงการอาสาพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี.

ขอขอบพระคุณคุณสุเทพ รัตนนุกรม ที่อนุเคราะห์พาไปชมวัดใหญ่สุวรรณาราม

Wednesday, April 2, 2008

ชมปูนปั้นวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี

ชมปูนปั้นวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบุรี

เพชรบุรีเป็นเมืองที่มีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานมายาวนาน ดังปรากฎศิลปโบราณวัตถุ โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่งในเขตจังหวัด ในสมัยอยุธยา เมืองเพชรบุรีมีความสำคัญในฐานะหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ที่เป็นเมืองหน้าด่าน และเป็นเมืองศูนย์กลางของการค้า เนื่องจากเรือสินค้าต่างชาติต้องจอดแวะพักก่อนเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาหรือไปยังหัวเมืองปักษ์ใต้ เมืองมอญ ดังนั้นจึงปรากฏร่องรอยการขยายตัวของชุมชน วัดวาอารามขึ้นในตัวเมืองเพชรบุรี มีการพัฒนาศิลปกรรมสกุลช่างเมืองเพชรบุรีขึ้นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

เมืองเพชรบุรี มีวัดสำคัญหลายวัดที่ช่างฝีมือชาวเพชรบุรี ได้ฝากฝีมือชั้นครูไว้ ทั้งงายด้านประติมากรรม และงานจิตรกรรม วัดสำคัญที่ผู้เขียนได้ไปแวะชมลายปูนปั้น ได้แก่ วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นโบราณสถานเก่าแก่ของเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีงานปูนปั้นที่โดดเด่น สวยงาม มากกว่าวัดอื่นๆ






















ขอขอบพระคุณ คุณสุเทพ รัตนนุกรม ที่อนุเคราะห์พาไปชมปูนปั้นเมืองเพชรบุรี

Thursday, March 27, 2008

พระมหากัสสปเถระ

ปูนปั้นแสดงรูปพระมหากัสสปเถระ ถวายบังคมพระพุทธสรีระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีรสังขาร ภาพปูนปั้นประดับผนังวัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม

รูปปั้นพระมหากัสสปเถระ ถวายบังคมพระพุทธสรีระ ก่อนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันรูปปั้นทั้งหมดนี้ ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร (หลวงพ่อพระพุทธชินราช) จังหวัดพิษณุโลก


คราวก่อนผู้เขียนได้หยิบยกเอางานเขียนของอาจารย์นวพร เรืองสกุล เกี่ยวกับการที่พนักงานในองค์การไม่ยอมรับตำแหน่ง ซึ่งอาจารย์นวพรได้หยิบยกจริยาวัตรของพระมหากัสสปเถระมาเป็นตัวอย่าง ได้มีผู้อ่านถามว่าพระมหากัสสปะนี้คือผู้ใด และมีความสำคัญอย่างใดต่อพระพุทธศาสนา ผู้เขียนเห็นว่าประวัติของท่านนั้นน่าสนใจ จึงได้นำมาเสนอ ณ ที่นี้

ในวัดวาอารามต่างๆ ที่มีพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ มักสร้างรูปพระอัครสาวกทั้งสองรูปคือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเป็นบริวาร แต่วัดบางแห่ง เช่น ที่พระวิหารพระเจ้าเข้านิพพาน ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช) ได้สร้างรูปสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนถวายพระเพลิง โดยไม่เห็นพระสรีระเนื่องจากประทับอยู่ในพระบรมโกศ มีแต่ปลายพระบาททั้งสองข้างยื่นออกมาจากพระบรมโกศ เพื่อให้พระมหากัสสปเถระถวายบังคม นอกจากนี้ภายปูนปั้น ณ วัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม ก็มีภาพปูนปั้นตอนถวายพระเพลิงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระมหากัสสปเถระถวายบังคมอยู่ปลายพระพุทธบาทเช่นเดียวกัน

พระมหากัสสปเถระ เดิมชื่อ ปิบผลิมาณพเป็นบุตรของกบิลพราหมณ์ ในนครมคธ เมื่อปิบผลิมาณพ มีอายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาได้เคี่ยวเข็นให้ท่านแต่งงานเพื่อดำรงวงศ์ตระกูล แต่ ปิบผลิมาณพก็ปฏิเสธเสียทุกครั้งโดยกล่าวว่า จะอยู่ปฏิบัติท่านทั้งสองตราบเท่าที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว ท่านจะบวช ครั้นบิดามารดา เคี่ยวเข็ญหนักเข้า ปิบผลิมาณพคิดว่า เราจะทำให้มารดายอมจำนน จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม ให้ช่างทองหล่อเป็นรูปหญิงคนหนึ่งแล้วจึงให้รูปหล่อหญิงนั้นนุ่งผ้าแดง ประดับด้วยดอกไม้และเครื่องประดับต่าง ๆ และบอกมารดาว่าหากได้สตรีที่งามพร้อมเช่นนี้แล้วท่านจะแต่งงานด้วย นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ เมื่อทำบุญไว้ในอดีตคงจะไม่ทำคนเดียว คงมีหญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ เป็นแน่แท้ จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา แล้วให้ยกรูปทองคำ ขึ้นตั้งบนรถแล้วสั่งให้พารูปหล่อตระเวนไป ถ้าพบเห็นทาริกา งามดังรูปทองนี้ และเกิดในตระกูลที่เสมอกันกับนางพราหมณีโดยชาติ เสมอกันโดยโคตรและเสมอกันโดยโภคทรัพย์ ในที่ใด ก็จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการแก่นางในที่นั้น

พราหมณ์เหล่านั้นก็พารูปหล่อออกไปตระเวน และคิดว่าจะไปที่ไหนกันดี จึงได้คิดว่า แคว้นมัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี พวกเราควรจะไปมัททรัฐ จึงได้ ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ ในครั้งนั้นได้พบกับนางภัททากาปิลานีมีความงามดังรูปหล่อทองคำนั้น จึงได้ทำการสู่ขอต่อบิดามารดาของนาง ชนเหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า ได้เจ้าสาวแล้ว กบิลพราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้วจึงบอกแก่ปิบผลิมาณพ มาณพไม่มีความต้องการจะแต่งงาน จึงได้เขียนหนังสือถึงนางภัททากาปิลานี ว่าตนไม่ประสงค์จะแต่งงาน ประสงค์จะออกบวช และให้คนรับใช้นำไปส่งยังนางภัททาปิลานี

นางภัททากาปิลานีก็เช่นกัน เมื่อได้ฟังว่า บิดาของนางจะยกนางให้แก่ปิบผลิมาณพ จึงได้เขียนหนังสือถึงปิบผลิมาณพว่าตนไม่ประสงค์จะแต่งงาน ประสงค์จะออกบวช และให้คนรับใช้นำไปส่งยังปิบผลิมาณพ ในระหว่างเดินทางผู้ถือหนังสือทั้งสองฉบับมาพบกันในระหว่างทาง จึงได้หยุดทักทายกัน เมื่อคนรับใช้ของปิบผลิมาณพถูกฝ่ายนางภัททากาปิลานีถามว่าถือหนังสือของใครมา ก็ตอบว่าเป็นหนังสือของปิบผลิมาณพส่งให้นางภัททากาปิลานี และเมื่อคนรับใช้ของนางภัททากาปิลานีถูกฝ่ายปิบผลิมาณพถามว่าถือหนังสือของใครมา ก็กล่าวว่า เป็นหนังสือของนางภัททากาปิลานีส่งให้ปีบผลิมาณพ จึงพากันอ่านหนังสือทั้งสองฉบับ เมื่ออ่านแล้วจึงกล่าวว่า เป็นการกระทำของเด็ก ๆ แท้ ๆ แล้วฉีกหนังสือทั้งสองทิ้งไป แล้วเขียนขึ้นใหม่เป็นจดหมายอันแสดงความพอใจซึ่งกันและกัน และแยกย้ายกันไปส่งให้คนทั้งสองนั้น ดังนั้น คนทั้งสองนั้นก็ได้แต่งงานกัน

เมื่อแต่งงานกันแล้ว หนุ่มสาวทั้งสองก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ โดยทั้งสองต่างก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ กลางที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททากาปิลานีขึ้นที่นอนทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว พวกเขาจะรู้ได้ว่า ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดทั้งราตรี เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนกระทั่งเช้า อนึ่งในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้แต่การยิ้มหัว คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่

เมื่อบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายได้ถึงแก่กรรมแล้วปิบผลิมาณพและนางภัททากาปิลานีจึงได้แจกจ่ายสมบัติและออกบวช เมื่อถึงทางสองแพร่งจึงแยกจากกัน โดยปิบผลิมาณพเดินไปตามทางด้านขวา ส่วน ภัททากาปิลานีเดินไปตามทางด้านซ้าย ต่อมาปิบผลิมาณพได้พบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้กราบทูลขออุปสมบท สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานอุปสมบทแก่ปิบผลิมาณพด้วยวิธีโอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา ได้รับชื่อใหม่ว่าพระมหากัสสปะ

ต่อมาพระมหากัสสปะเถระ ได้รับการยกย่องให้เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของพระพุทธองค์ ว่าโดยลำดับแล้วก็จัดอยู่ในลำดับที่สามของหมู่พระมหาสาวก รองจากพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์เป็นอันมาก รวมทั้งการสถาปนาเป็นเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ โดยปกติมหาสาวกผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะทางด้านใดด้านหนึ่งนั้น ก็ย่อมจะต้องได้มาด้วยเหตุ ๔ ประการคือ ๑. โดยเหตุเกิดเรื่อง ๒.โดยการมาก่อน ๓. โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ และ ๔. โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ ในเหตุ ๔ อย่างนั้น พระเถระบางรูป ย่อมได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยเหตุอย่างเดียว บางรูปได้โดยเหตุ ๒ อย่าง บางรูปได้โดยเหตุ ๓ อย่าง บางรูปได้ด้วยเหตุ ทั้ง ๔ อย่าง ท่านพระมหากัสสปเถระก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้ตำแหน่งดังกล่าวด้วยเหตุครบทั้ง ๔ อย่าง

๑. โดยเหตุเกิดเรื่อง เรื่องที่เป็นเหตุก็คือเรื่องพระศาสดาทรงทรงเปลี่ยนจีวรกับพระมหาเถระ ด้วยทรงพิจารณาว่า อันว่าจีวรที่เก่าเนื่องเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณเพียงนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรเก่าดังกล่าวนี้ เฉพาะบุคคลผู้อาจสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ ผู้ถือผ้าบังสุกุลมาแต่เดิม เช่นพระมหาเถระจึงจะควรรับเอา และไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่พระสาวกองค์ใดเลย

๒. โดยการมาก่อน ก็คือ ท่านพระเถระนี้มิใช่เป็นผู้ทรงธุดงคคุณมาก แต่ในปัจจุบันเท่านั้น ถึงในอดีต แม้ท่านบวชเป็นฤาษี ท่านก็เป็นผู้บำเพ็ญบารมีในทางทรงธุดงคคุณมาก มาถึง ๕๐๐ ชาติ

๓. โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ ก็คือ เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ เมื่อแสดงธรรม ย่อมไม่ละเว้นที่จะแสดงกถาวัตถุ ๑๐ ซึ่งเป็นธรรมที่ชักนำให้พุทธบริษัท มีความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ มีความสงัดกาย สงัดใจ ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ชักนำให้ปรารภความเพียร ฯลฯ ซึ่งเป็นคุณของการทรงธุดงควัตรทั้งสิ้น

๔. โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ ก็คือ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย สาวกอื่นผู้เสมอเหมือนพระมหากัสสปะ ด้วยธุดงคคุณ ๑๓ ไม่มี เพราะฉะนั้นพระเถระได้โดยยิ่งด้วยคุณอย่างนี้

ฝ่ายนางภัททกาปิลานี แยกไปทางซ้าย เดินทางไปพบสำนักของปริพาชก จึงบวชอยู่ในสำนักนั้นถึง ๕ ปี เนื่องด้วยขณะนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้ทรงอนุญาตให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้บวชแล้ว นางจึงได้มาบวชในสำนักของนางภิกษุณี ได้ศึกษาพระกรรมฐานบำเพ็ญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๓ อภิญญา ๖ เป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือญาณเป็นเครื่องระลึกชาติได้

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระได้เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนา ในการสังคายนานั้นได้กำหนดแยกธรรมออกเป็นหมวดหมู่ เมื่อสังคายนาแล้วจึงร้อยกรองไว้ว่า นี้พระธรรม นี้พระวินัย นี้ปฐมพุทธพจน์ นี้มัชฌิมพุทธพจน์ นี้ปัจฉิมพุทธพจน์ นี้พระวินัยปิฎก นี้พระสุตตันตปิฎก นี้พระอภิธรรมปิฎก นี้ทีฆนิกาย นี้มัชฌิมนิกาย นี้สังยุตตนิกาย นี้อังคุตตรนิกาย นี้ขุททกนิกาย นี้องค์ ๙ มีสุตตะเป็นต้น นี้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.นอกจากนั้นก็ยังแยกเป็นประเภทที่ควรรวบรวมไว้แม้อื่น ๆ ซึ่งมีหลายชนิด มีอุทานสังคหะ วัคคสังคหะ เปยยาลสังคหะ นิบาตสังคหะ เช่นเอกนิบาต และทุกนิบาต เป็นต้น สังยุตตสังคหะและปัณณาสกสังคหะเป็นอาทิ ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ได้ร้อยกรองอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ

พระมหากัสสปะ หลังจากบรรลุอรหัตผล ได้สอนพระทั้งหลายให้เห็นคุณค่าของการอยู่ในที่สงัดว่า
“ผู้มีปัญญาเห็นว่าไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน ได้สมาธิยาก การมัวแต่สงเคราะห์ (เกี่ยวข้องกับ) คนนั้นคนนี้อยู่เป็นความลำบากดังนั้นจึงไม่ชอบใจจะอยู่กับหมู่คณะ ผู้มีปัญญาไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน ได้สมาธิยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูล ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติดรสอาหาร จึงทำให้ต้องละทิ้งประโยชน์ที่จะนำสุขมาให้ ผู้มีปัญญากล่าวว่า การไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย เป็นเปลือกตมและลูกศรที่ละเอียด ถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง”

จากหนังสือ อรหันตธาตุ หน้า ๗๑


Friday, March 14, 2008

ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสรับใช้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ช่วงเวลาปิดเทอม เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนรู้สึกมีความสุข ที่ได้พักผ่อน การพักผ่อนตามประสาผู้เขียนคือการนั่งอ่านหนังสือที่ได้หาซื้อมาเองบ้าง หรือยืมจากห้องสมุดบ้าง ที่ในช่วงเปิดเทอมไม่มีเวลาอ่าน ปิดโทรศัพท์ ปิดคอมพิวเตอร์ เสีย แล้วนั่งอ่านหนังสือก็ถือเป็นการพักผ่อนแล้ว

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือชีวลิขิต ซึ่งเป็นประวัติของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วได้เกิดความประทับใจในข้อเขียนของคุณกล้าณรงค์ จันทิก ซึ่งเคยทำงานกับท่านอาจารย์เสนีย์ในฐานะเลขานุการส่วนตัว ในตอนหนึ่งได้เขียนเล่าเกี่ยวกับการทำงานของท่านอาจารย์เสนีย์ ที่ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน แม้แต่ลูกแท้ๆ ของท่านก็ไม่มีอภิสิทธิ์

“บุตรชายคนโตของท่านอาจารย์คือ ม.ล.เสรี ปราโมช จบเศรษฐศาสตร์จากหมาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ม.ล.เสรีฯ มีจิตใจเช่นเดียวกับท่านอาจารย์คือรักในการเมือง ม.ล.เสรี ปราโมช ได้ลาออกจากประธานฝ่ายอำนวยการของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร

ในการพิจารณาคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงในเขตที่ ม.ล.เสรี ปราโมช ยื่นใบสมัคร ท่านอาจารย์ก็ขอถอนตัวไม่ร่วมพิจารณา เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ปรากฎว่า ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่ได้รับเลือกจากพรรคให้ลงสมัครในเขตดังกล่าว ต่อมาคุณสราวุธ นิยมทรัพย์ จึงได้ชวนให้ไปลงสมัครที่จังหวัดนครปฐม ทั้งๆที่ ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่มีฐานเสียงอยู่ที่จังหวัดนครปฐมเลย แต่ด้วยวินัย ก็ได้ยอมปฏิบัติตามมติพรรค

ผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่า ม.ล.เสรี ปราโมช สอบตก พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

ม.ล.เสรี ปราโมช กลายเป็นคนตกงาน และทางธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ได้แต่งตั้งบุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทนไปแล้ว

ม.ล.เสรี ปราโมช ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น มีผู้คนหลายคนที่รู้จัก ม.ล.เสรี ปราโมช และรู้ถึงความสามารถได้มาขอร้องกับท่านอาจารย์เพื่อขอให้แต่งตั้ง ม.ล.เสรี ปราโมช ไปช่วยทำงานในตำแหน่งต่างๆ แม้กระทั่งตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้รับการยินยอมจากท่านอาจารย์

เคยมีผู้ตั้งคำถามกับอาจารย์ในเรื่องนี้ และพยายามที่จะเอาคำตอบจากท่านอาจารย์มาเพื่อหักล้างการไม่ยินยอมแต่งตั้งของท่านอาจารย์

“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่ใกล้ชิดกับอาจารย์ สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาหรือไม่”

“ใกล้ชิด และเรียกใช้ได้ตลอดเวลา เพราะเขาอยู่ในบริเวณบ้านเดียวกับผม” ท่านยอมรับ

“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่อาจารย์ไว้วางใจได้มากที่สุดหรือไม่” คำถามรุกต่อ

“ไว้วางใจได้มากที่สุด เพราะเขาเป็นลูกผม” ท่านตอบ

“ม.ล.เสรี ปราโมช เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือไม่”

อาจารย์ตอบว่า “มีความรู้ความสามารถเหมาะสม”

“แล้วทำไมถึงไม่ตั้งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี” คำถามที่คิดว่าสุดท้าย

ท่านตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “เพราะเขาเป็นลูกผม”

ผู้ถามรุกต่อว่า “ทำไมคนอื่นเขาตั้งลูกเป็นเลขาธิการได้ ทำไมอาจารย์ไม่ตั้งทั้งๆ ที่ ม.ล.เสรี เหมาะสมทุกอย่าง”

ท่านย้อนถามว่า “ใครบ้างที่ตั้งลูกเขาเป็นเลขา บอกมาซิ”

พอผู้ถามตอบไป ซึ่งมีอยู่หลายคน ท่านบอกว่า “นั่นคือเขา แต่ไม่ใช่ผม”

จบครับ และก็ไม่มีการแต่งตั้ง ม.ล.เสรี ปราโมช ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลยในสมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะตำแหน่งใดทั้งสิ้น”

ที่มา: กล้าณรงค์ จันทิก, ๒๕๔๘, “ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสรับใช้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช,” ใน วิทยา แก้วภราดัย (บรรณาธิการ), ชีวลิขิต, (พิมพ์ครั้งที่ ๒), กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช.

Monday, March 3, 2008

๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอดซี. อี. โอ.

๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอดซี. อี. โอ.

๔๒๐ มีพนักงานคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถมาก แต่เขาไม่ยอมรับตำแหน่งบริหาร เขาขอเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว จะชักจูงเขาด้วยวิธีใดดี

พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบข้อถามข้อนี้โดยตรง แต่ข้าพเจ้าอ่านและวิเคราะห์เอาเองได้ข้อสรุปว่า เมื่อได้เสนอตำแหน่งให้แล้ว แต่ไม่ยอมรับ ก็ไม่น่าจะต้องพยายามชักจูง
ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปนี้มาอย่างไร
ข้าพเจ้าอ่านประวัติของพระมหากัสสปเถระครั้งใดก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมพระมหากัสสปะซึ่งก่อนบวชเป็นเศรษฐี บริวารมาก มีประสบการณ์ในการเป็นนักปกครอง กลับเป็นผู้ถือธุดงค์อย่างเคร่งครัด จนได้รับสรรเสริญว่าเป็นเลิศในหมู่ภิกษุผู้ถือธุดงค์เป็นวัตร แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตให้เลิกถือธุดงค์บางข้อเมื่อท่านชราแล้ว ท่านก็ไม่ประสงค์ ยังคงรักษาวัตรของท่านตลอดอายุ ท่านทูลพระพุทธเจ้าว่าเพื่อเป็นตัวอย่างแก่พระภิกษุรุ่นหลังๆ
ตามประวัติพระมหากัสสปะท่านเบื่อหน่ายทรัพย์สมบัติ และการดูแลข้าทาสบริวาร ท่านจึงออกบวช และท่านก็สมาทานธุดงค์ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับบรรพชาจากพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนช่างสงสัย อดตั้งคำถามต่อไปไม่ได้ว่า คนอื่นๆ ที่เยื่อหน่ายบริวารแล้วออกบวชก็มี แต่ไม่ได้ปฏิเสธการอยู่ในเมือง
ตั้งคำถามแล้วไม่มีคำตอบก็เลยสันนิษฐานเอาเอง (ซึ่งคนที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกไม่พึงทำ สิ่งใดที่ไม่มีคำอธิบายก็ควรจะรับแค่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้อธิบายไว้ ไม่ใช่คิดแต่งเติมเอาเอง) ข้าพเจ้าตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะประสบการณ์เช่นที่ท่านมีอยู่นั้น ถ้าท่านอยู่ในเมืองอาจจะเกิดปัญหาเรื่องมีฝักมีฝ่ายระหว่างพระภิกษุต่างๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม การอยู่ป่าจึงมีประโยชน์สองประการคือ การเป็นแบบอย่างให้กับภิกษุรุ่นหลังในเรื่องการถือธุดงค์เป็นวัตร และในขณะเดียวกันก็มีผลพลอยได้ที่ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปด้วย
ในเมื่อท่านไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในเมือง ก็เลยไม่มีปัญหาให้เราได้ศึกษา การตั้งคำถามของข้าพเจ้าจึงเหมือนฟุ้งซ่านไปฝ่ายเดียว และการไม่อยู่ในเมืองไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีบริวารเลย และไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ใส่ใจกับปัญหาต่างๆ ของสงฆ์
ความเป็นผู้นำของพระมหากัสสปะ ความใส่ใจเรื่องส่วนรวม และความเป็นที่เคารพนับถือในฐานะพระเถระผู้ใหญ่เห็นได้ชัดเจนเมื่อสิ้นพระศาสดาและพระอัครสาวกทั้งคู่แล้ว ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ชักชวน และดำเนินการสังคายาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก ๓ เดือนหลังพุทธปรินิพพาน โดยมีพระอุบาลีกับพระอานนท์เป็นผู้ช่วยซ้ายขวา (ในด้านพระวินัย และพระสูตร)
บริษัทใดมีพนักงานเช่นพระมหากัสสปะนี้ ถือว่าเป็นโชค เพราะเป็นพนักงานที่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถ ที่พอใจจะดำรงตนอยู่อย่างเรียบง่ายที่สุด แต่ไม่ทอดธุระเมื่อเห็นว่าถึงคราวจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
เมื่อจะแต่งตั้งพนักงาน บริษัทจึงควรดูทั้งความต้องการของบริษัท และความประสงค์ของพนักงานด้วย เมื่อพนักงานไม่ประสงค์ตำแหน่งบริหาร ก็ควรมีทางออกที่ดีเพื่อให้พนักงานผู้นั้นได้รับสถานะที่สมควร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย

ที่มา: นวพร เรืองสกุล, ๒๕๔๙, ๒๖ ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอด ซี. อี. โอ., กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์, หน้า ๑๐๖-๑๐๗