Thursday, August 14, 2008

พฤติกรรมเชิงคุณธรรมของผู้ที่มีคุณธรรม


๑.เป็นผู้มีความพอดี ไม่ขาด ไม่เกินความพอดี ปฏิบัติอยู่ในทางสายกลาง ไม่ขาดไม่เกิน ไม่มากไม่น้อย
๒.เป็นผู้ที่กระทำด้วยเจตนาดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำไปเพื่อสิ่งดีงาม ไม่ใช่ทำด้วยการถูกบังคับ หรือด้วยผลประโยชน์ใดๆ
๓.เป็นผู้ที่มีเหตุผลพอใจที่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่น และเห็นประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
๔.เป็นผู้ที่มุ่งศานติสุข หรือความสงบ ไม่ใช่มุ่งความสมบูรณ์พูนสุขเป็นที่ตั้ง
๕.เป็นผู้ที่มีความพอ รู้จักสละสิทธิทางธรรมชาติ เพื่อเห็นแก่ส่วนรวมแล้วปฏิบัติตามข้อผูกพัน และหน้าที่ด้วยความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง
๖.เป็นผู้ที่มีนิสัยอันดีงามในการทำหน้าที่ รับผิดชอบ คือ หน้าที่และทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
๗.เป็นผู้ที่สามารถควบคุมแรงกระตุ้นและความอยากต่างๆ ไว้ได้ด้วยเหตุผล
๘.เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหรือมาตรการทางจริยธรรมได้เหมาะสมแก่กาลเทศะอยู่เสมอ (โกสินทร์ รังสยาพันธ์, 2530, ปรัชญาและคุณธรรมสำหรับครู, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา)

สภาพจิต ๕ ประการของผู้เจริญงอกงามในจริยธรรม

๑.ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ
๒.ปิติ ความอิ่มใจ
๓.ปัสสัทธิ ความผ่อนคลาย สงบเย็นกายใจ
๔.สุข ความมีใจคล่องแคล่ว ชื่นมื่น
๕.สมาธิ ความตั้งมั่นอยู่ในตัวของจิตใจ

Monday, July 21, 2008

หิริโอตัปปะคืออะไร?


หิริ คือ ความละอายต่อบาป ถึงไม่มีใครรู้แต่นึกกินแหนงแคลงใจ ไม่สบายใจ เป็นความรู้สึกรังเกียจ เห็นบาปเป็นของสกปรก จะทำให้ใจของเราเศร้าหมอง จึงไม่ยอมทำบาป
โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป เป็นความรู้สึกกลัว กลัวว่าเมื่อทำไปแล้วบาปอาจจะส่งผลเป็นความทุกข์ทรมานแก่เรา จึงไม่ยอมทำบาป

สมมติว่าเราเห็นเหล็กชิ้นหนึ่งเปื้อนอุจจาระอยู่ เราไม่อยากจับต้องรังเกียจว่าอุจจาระมาเปื้อนมือเรา ความรู้สึกนี้เปรียบได้กับหิริ คือความละอายต่อบาป สมมุติว่าเราเห็นเหล็กท่อนหนึ่งเผาไฟอยู่จนร้อนแดง เรามีความรู้สึกกลัวไม่กล้าจับต้อง เพราะเกรงว่าความร้อนจะลวกเผาไหม้มือเรา ความรู้สึกนี้เปรียบได้กับโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อผลของบาป

“สัตบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมขาว ท่านเรียกว่า ผู้มีธรรมของเทวดาในโลก” (ขุ.ชา.เอก. ๒๗/๖/๓)


เหตุที่ทำให้เกิดหิริ
๑. คำนึงถึงความเป็นคน หรือชาติตระกูล “เรานี่มีบุญอุตส่าห์ได้เกิดเป็นคนแล้ว ทำไมจึงจะมาฆ่าสัตว์ ทำไมต้องมาขโมยเขากิน นั่นมันเรื่องของสัตว์เดียรัจฉาน ทำไมต้องมาแย่งเมีย ไม่ใช่หมูหมากาไก่ในฤดูผสมพันธุ์นี่ เรานี่มันชาติคน เป็นมนุษย์สูงกว่าสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว” พอคำนึงถึงชาติตระกูล หิริก็เกิดขึ้น
๒. คำนึงถึงอายุ “โธ่เอ๋ย เราก็แก่ปานนี้แล้ว จะมานั่งเกี้ยวเด็กสาวๆ คราวลูกคราวหลานอยู่ได้อย่างไร โธ่เอ๋ย เราก็แก่ปานนี้แล้วจะมานั่งขโมยของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร” พอคำนึงถึงวัย หิริก็เกิดขึ้น
๓. คำนึงถึงความดีที่เคยทำ “ดูซิ เรามีความองอาจกล้าหาญ ทำความดีมาก็มากแล้ว ทำไมจะต้องมาทำความชั่วเสียตอนนี้ล่ะ ไม่เอาละ ไม่ยอมทำความชั่วละ” พอคำนึงถึงความดีเก่าก่อน หิริก็เกิดขึ้น
๔. คำนึงถึงความเป็นพหูสูต “ดูซิ เราก็มีความรู้ขนาดนี้แล้ว รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าอะไรควรทำ รู้สารพัดจะรู้แล้วจะมาทำความชั่วได้อย่างไร” พอคำนึงถึงความเป็นพหูสูต หิริก็เกิดขึ้น
๕. คำนึงถึงพระศาสดา “เราเองก็ลูกพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเหนื่อยยาก ตรัสรู้ธรรมแล้วทรงสั่งสอนอบรมพวกเราต่อๆ กันมา เราจะละเลยคำสอนของพระองค์ ไปทำความชั่วได้อย่างไร” พอคำนึงถึงพระศาสดา หิริก็เกิดขึ้น
๖. คำนึงถึงครูอาจารย์ สถานศึกษา “ฮึ เราก็ศิษย์มีครูเหมือนกัน ครูอาจารย์สู้อบรมสั่งสอนมา ชื่อเสียงสถาบันของเราก็โด่งดังเป็นที่ยกย่องสรรเสริญแล้วเราจะมาทำชั่วได้อย่างไร” พอคำนึงถึงครูอาจารย์ สำนักเรียน หิริก็เกิดขึ้น

เหตุที่ทำให้เกิดโอตตัปปะ
๑.กลัวคนอื่นติ “นี่ถ้าเราขืนไปขโมยของเขาเข้า คนอื่นรู้คงเอาไปพูดกันทั่ว ชื่อเสียงที่เราอุตส่าห์สร้างมาอย่างดี คงพังพินาศหมดคราวนี้เอง”เมื่อกลัวว่าคนอื่นเขาจะติเอา โอตตัปปะก็เกิดขึ้น จึงไม่ยอมทำบาป
๒.กลัวการลงโทษ “อย่าดีกว่า ขืนไปฆ่าเขาเข้า บาปกรรมตามทัน ตำรวจจับได้ มีหวังติดคุกตลอดชีวิตแน่” เมื่อกลัวว่าบาปจะส่งผลให้ถูกลงโทษ โอตตัปปะก็เกิดขึ้น จึงไม่ยอมทำบาป
๓.กลัวการเกิดในทุคติ “ไม่เอาละ ขืนไปขโมยของเขาอีกหน่อย ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกายไม่ทำดีกว่า” เมื่อกลัวว่าจะต้องไปเกิดในทุคติ โอตตัปปะก็เกิดขึ้น จึงไม่ยอมทำบาป

ที่มา: ที่ระลึกงานฉลองอายุครบ ๗๒ ปี พระครูพิพัฒน์ปทุมสร หน้า๔๒๓-๔๒๔

Monday, July 14, 2008

อาลัยหลวงปู่พระพุทธพจนวราภรณ์



พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ ฝ่ายธรรมยุติ เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมตตาศึกษา และโรงเรียนเมตตาศึกษา ให้การศึกษาเด็กโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ต่อมาท่านคิดว่าคนในชนบทส่วนใหญ่ยังยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา มีความรู้น้อย ขาดทุนทรัพย์ที่จะนำมาลงทุนประกอบอาชีพ และขาดผู้นำในการดำเนินชีวิต เด็กในชนบทที่ขาดโอกาสเหล่านี้ก็ไม่มีอนาคตของชีวิต ท่านจึงคิดแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ได้แก่ การทำให้คนในชนบทขยัน ประหยัด เห็นโทษของอบายมุข เสียสละ เสริมสร้างกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี และพัฒนาชนบททางด้านเศรษฐกิจและจิตใจพร้อมกัน


พ.ศ.๒๕๑๗ ท่านได้ตั้ง “มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการค้า สหกรณ์ การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านของตนเองให้เจริญก้าวหน้า และรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ฯลฯ


ในการดำเนินงานนั้น ท่านได้สนับสนุนการรวมกลุ่ม ตั้งองค์กรชาวบ้านให้เข้มแข็ง ตั้งกองทุนหรือสถาบันเศรษฐกิจของชุมชนโดยวิธีการสหกรณ์ ส่งเสริมงานหัตถกรรม เพิ่มพูนความสามารถในการผลิตและบริหารจัดการ และให้นำหลักธรรมมาเป็นคุณสมบัติของสมาชิก ๔ ข้อ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สามัคคี รวมทั้งสนับสนุนให้พระสงฆ์มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โดยการจัดการศึกษาอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของชาวบ้าน


พระพุทธพจนวราภรณ์ได้กล่าวเสมอว่า “ผู้ที่จะทำงานพัฒนาอย่างได้ผลนั้นจะ ต้องเป็นคนมีใจรักทำงานด้วยความศรัทธา ปรารถนาจะเห็นคนที่ยังยากลำบาก สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้”


พระพุทธพจนวราภรณ์ มรณภาพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สิริอายุรวม ๙๐ ปี พรรษา ๗๐ พรรษา

Thursday, May 15, 2008

เนรุชาดก อานุภาพของเนรุบรรพต

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วได้ไปยังหมู่บ้านชนบทตำบลหนึ่ง คนทั้งหลายเลื่อมใสในอิริยาบทของท่าน ให้ท่านฉันแล้ว สร้างบรรณศาลาในป่าให้ท่านอยู่ที่บรรณศาลานั้น และพากันถวายสักการะท่านอย่างเหลือเฟือ
ครั้งนั้น ภิกษุอื่นซึ่งเป็นพวกสัสตวาทะได้มา ณ ที่นั้น คนเหล่านั้นได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว พากันสละเถรวาททิ้ง เชื่อถือสัสสตวาท ถวายสักการะท่านเหล่านั้นเท่านั้น
ต่อมาพวกอุจเฉทวาทมา พวกเขาก็พากันสละสัสสตวาททิ้งเชื่อถืออุจเฉทวาท
ต่อมาพวกอื่น ที่เป็นอเจลกวาทมา พวกเขาก็พากันสละอุจเฉทวาททิ้ง เชื่อถือ อเจลกวาท
ท่านอยู่อย่างไม่สบายในสำนักของพวกคนเหล่านั้น ผู้ไม่รู้จักคุณและมิใช่คุณ ออกพรรษาปวารนาแล้ว จึงไปยังสำนักของพระศาสดา เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เธอจำพรรษาที่ไหน ? ทูลว่า อาศัยหมู่บ้านชายแดน พระเจ้าข้า ถูกตรัสถามว่า อยู่สบายดีหรือ ? จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่อย่างเป็นทุกข์ในสำนักของผู้ไม่รู้คุณและไม่ใช่ คุณ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลายในสมัยก่อน แม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน แม้เพียงวันเดียวก็ไม่อยู่กับคนทั้งหลายผู้ไม่รู้คุณและมิใช่คุณ เหตุไฉนเธอจึงอยู่ในสำนักของคนที่ไม่รู้จักคุณและ มิใช่คุณของตน พระศาสดานั้นภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดสุวรรณหงส์ แม้พี่ ๆ น้อง ๆ ของเขาก็มี พวกเขาพากันอยู่ที่เขาจิตกูฏ จิกกินข้าวสาลีที่เกิดเอง ในท้องที่หิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาพากันเที่ยวไปในท้องถิ่นหิมพานต์นั้น แล้วกำลังกลับมายังเขาจิตกูฏ เห็นภูเขาทองลูกหนึ่ง ชื่อว่า เนรุ ในระหว่างทางจึงได้พากันเกาะอยู่บนยอดเขานั้น แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ภูเขานั้นมีทั้งนก ทั้งกระต่าย และสัตว์ ๔ เท้านานาชนิดในทำเลหากิน ตั้งแต่เวลาเข้าไปสู่ภูเขาจะกลายเป็นมีสีเหมือนทอง เพราะต้องแสงภูเขานั้น พวกสุวรรณหงส์พากันเห็นแล้ว น้องสุดท้องของพระโพธิสัตว์ ไม่รู้เหตุนั้น สงสัยว่านั่นเป็นเหตุอะไรหนอ ? เมื่อจะสนทนากับพี่ชาย จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า:

[๘๔๙] กาป่า กาบ้าน และพวกเราที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย มาจับที่ภูเขาลูก
นี้แล้ว ย่อมเหมือนกันทั้งหมดทีเดียว.

[๘๕๐] ราชสีห์ เสือโคร่ง นก และเนื้อทั้งหลายซึ่งอยู่ที่ภูเขานี้ ย่อมมีสีกาย
เหมือนกันทั้งหมด ภูเขาลูกนี้ชื่อว่าอะไร?

พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:

[๘๕๑] มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรู้จักภูเขาอันอุดมนี้ว่า เนรุบรรพต สัตว์ทุกชนิดอยู่
ที่เนรุบรรพตนี้ ย่อมมีสีกายเหมือนทอง.

น้องชายได้ยินคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า:

[๘๕๒] การไม่นับถือก็ดี การดูหมิ่นก็ดี การเสมอกันกับคนเลวก็ดี จะพึงมี
แก่บัณฑิตทั้งหลายในที่ใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่พอใจอยู่ในที่นั้น.*

[๘๕๓] คนเกียจคร้านกับคนขยัน คนกล้าหาญกับคนขลาด มีผู้บูชาเสมอกันในที่
ใด สัตบุรุษ ย่อมไม่อยู่ในที่นั้น ซึ่งเป็นภูเขาที่ไม่สามารถจะแบ่งคนให้
แปลกกันได้.

[๘๕๔] เนรุบรรพตนี้ ย่อมไม่จำแนกคนชั้นเลว คนชั้นกลาง และคนชั้นสูง
ทำให้เหมือนกันไปเสียหมด มิฉะนั้น เราจะละเนรุบรรพตนี้ไปเสีย.

* ณ ที่ใดมีทั้งการไม่นับถือ ทั้งการดูหมิ่น หรือการปราศจากความนับถือสัตบุรุษ คือ บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล หรือมีการนับถือคนเลวหรือคนทุศีล ณ ที่นั้น ผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่

ก็แลหงส์ทั้ง ๒ ตัวนั้นครั้นพูดกันอย่างนี้แล้ว ได้พากันบินไป ยังเขาจิตกูฏนั่นเอง.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุนั้นได้ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า หงส์ตัวน้องในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนหงส์ตัวพี่ คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ เนรุชาดก

Thursday, April 17, 2008

สร้างบริวาร

เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถวัดต่างๆ จะเห็นว่าบนฐานชุกชี คือที่สำหรับประดิษฐานพระประธาน มักจะมีพระอัครสาวก ๒ องค์ ยืนหรือนั่งอยู่เบื้องหน้าพระประธานองค์ข้างซ้ายคือพระโมคคัลลานะ ส่วนองค์ข้างขวาคือพระสารีบุตร ซึ่งทั้งสององค์นี้เมื่อสมัยพุทธกาลได้เป็นกำลังยิ่งใหญ่ในการช่วยเผยแผ่และประดิษฐานพระพุทธศาสนาจนเป็นหลักฐานมั่นคง

พระพุทธเจ้าทรงพรั่งพร้อมด้วยบริวารสมบัติ คือมีพระสาวกที่ทรงคุณงามความดีมีความสามารถดีมากด้วยเป็นพุทธบริวาร จึงได้เป็นกำลังประกาศพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาได้กระทั่งทุกวันนี้ แม้พระองค์เสด็จปรินิพพานเป็นเวลามากกว่า ๒๕ ศตวรรษแล้วก็ตาม แต่พระธรรมวินัยอันเป็นหลักคำสั่งสอนของพระองค์ ก็ยังเป็นศาสนาที่มีผู้เคารพนับถือประพฤติปฏิบัติตามๆ กันสืบมา

ผู้มีบริวารใกล้ชิดช่วยรับใช้ ถึงพร้อมด้วยบริวารสมบัติ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เพราะคนเราถึงจะมีวิชา มีทรัพย์ มียศ แต่ไร้บริวารก็เสมือนโล้เรือใหญ่ด้วยแรงของตนเอง จะดีเด่นและมีผู้เห็นความดีได้ชัดเจนอย่างไร

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมครบถ้วน โดยเฉพาะทรงมีเมตตาแก่คนและสัตว์ทั่วไป สมัยหนึ่งเสด็จประทับอยู่ที่ป่าปาลิไลยก์โดยโดดเดี่ยวเพียงพระองค์เดียว เพราะทรงระอาความวิวาทของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ยังมีช้างกับลิงเข้ามาเป็นบริวารรับใช้ถวายอารักขา

ผู้ที่มีเมตตาประจำจิต รู้จักเห็นใจผู้อื่นเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่คล้องใจคนให้จงรักภักดียอมเป็นบริวารได้

อย่าสร้างบริวารด้วยเงินหรืออำนาจ เพราะไม่ยั่งยืนเลย แต่ถ้าผูกใจให้เขารักด้วยดีต่อเขา มีความเห็นใจเขา รู้จักสงเคราะห์เขา เป็นต้น ดังนี้ จะเป็นผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยบริวารเสมอ

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมสอนใจ หน้า ๓๘-๓๙ มีผู้พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน

Thursday, April 3, 2008

ชมสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ไหว้พระพุทธรูป 6 นิ้ว ที่วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร


วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งราชอาณาจักรอยุธยา และมีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ โดยสมเด็จพระสังฆราชทอง (แตงโม) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสวัดนี้ และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้มีการสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม อาทิ พระระเบียงหรือพระวิหารคดรอบพระอุโบสถ หอสวดมนต์ เป็นต้น





ภายในวัดใหญ่ฯ มีพระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง มีพระพุทธลักษณะสมส่วนสวยงามมาก มีฐานพระปั้นลวดลายปิดทองประดับกระจกสี เบื้องหลังพระประธานมีพระพุทธรูปโลหะ ที่พระบาทขวามีนิ้วพระบาท 6 นิ้ว นับว่าเป็นของแปลก เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐานพระพุทธรูปพระคันธารราษฎร์ พระอัครสาวก รูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) และ รูปหล่อพระครูมหาวิหาราภิรักษ์ ผู้ทำการบูรณะวัดใหญ่ฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5

สำหรับพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชแตงโมนั้น ผู้ที่มีวัยเดียวกับผู้เขียนหากความจำยังดี ก็คงจะวิชาภาษาไทยในสมัยก่อน มีบทเรียนเกี่ยวกับพระประวัติของท่าน เท่าที่ผู้เขียนจำได้นั้น สมเด็จพระสังฆราชแตงโม เดิมชื่อทอง เป็นเด็กกำพร้า ต่อมาท่านได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำกับเพื่อน ได้เห็นเปลือกแตงโมลอยน้ำมา ด้วยความหิวท่านจึงรับประทานเปลือกแตงโมดังกล่าว เมื่อเพื่อนๆ เห็นจึงได้ล้อเลียนเรียกชื่อท่านว่าเด็กชายแตงโม ต่อมาท่านได้บวชเรียน ณ วัดใหญ่ (สุวรรณาราม)และได้ไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา มีความรู้ในพระธรรมวินัย ได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในบั้นปลายชีวิตท่านได้ถวายพระพรลากลับบ้านเกิดไปจำวัดยังวัดใหญ่ สมเด็จพระเจ้าเสือได้พระราชทานท้องพระโรงไปสร้างเป็นศาลาการเปรียญยังวัดใหญ่ดังกล่าว



พระอุโบสถวัดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปแบบทรงไทยสมัยอยุธยา ไม่มีหน้าต่าง ผนังด้านในวาดเป็นรูปเทพชุมนุม ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเพชรบุรี มีความงดงามมากดังที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กล่าวชมว่า “เส้นวาดเป็นรูปเทพชุมนุม และเครื่องอาภรณ์นั้นก็สวยงามอย่างน่าประหลาด ช่างที่อยู่ในสมัยที่ภาพเขียนเจริญถึงขีดสุดเท่านั้นจึงจะสามารถวาดจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามเช่นนี้ได้” สำหรับบานประตูพระอุโบสถวาดเป็นรูปเทพทวารบาล มีรูปทรงและสีสันสวยงาม และค่อนข้างสมบูรณ์ อายุของบานประตูและภาพวาดนั้น เจ้าหน้าที่ของวัดบอกว่ามีอายุกว่า 400 ปี






นอกจากพระพุทธรูปและพระอุโบสถแล้ว วัดใหญ่ฯ ยังมีศาลาการเปรียญ ซึ่งกล่าวกันว่าเดิมเป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชแตงโม ถือเป็นตัวอย่างของพระราชมณเฑียรสมัยอยุธยาที่มีสภาพสมบูรณ์ ศาลานี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีขนาดใหญ่ 10 ห้อง ในศาลายังพอเห็นภาพจิตรกรรมอยู่บ้าง สิ่งที่โดดเด่นของศาลาการเปรียญนี้ได้แก่ บานประตูไม้สักแกะสลักที่สวยงามมาก โดยแกะเป็นลายก้านขดสองชั้น ออกยอดเป็นลายกระหนกและหัวสัตว์ต่างๆ อยู่ในกรอบซุ้มเรือนแก้วที่เดินเส้นซ้อนกัน บานประตูด้านซ้ายมีรอยแตก เล่าว่าเคยถูกพม่าฟันมาแล้ว นอกจากบานประตูแล้วภายในศาลาการเปรียญยังมีธรรมาสน์ฝีมืองาม รูปทรงบุษบก


บริเวณวัดมีหอไตรหลังเก่า ที่สร้างอยู่กลางสระน้ำ รูปทรงแบบเรือนไทยโบราณชั้นเดียว แต่มีเสาเพียง 3 เสา มีสะพานทอดจากริมสระไปยังหอไตร น้ำในสระมีสีเขียวมรกต ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสจะเห็นภาพพระอุโบสถสะท้อนลงบนผิวน้ำ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงามมาก



นอกจากนี้หน้าบันของวิหารคดรอบพระอุโบสถ ยังได้แกะสลักเป็นรูปเลข 5 ไทย อยู่เหนือพานและพระขรรค์ แต่อยู่ใต้จุลมงกุฎ สันนิษฐานว่าทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนหน้าบันพระระเบียงด้านทิศเหนือของพระอุโบสถและพระวิหาร ตัวเลข 5 กลับด้านแปลกกว่าหน้าบันด้านอื่นๆ สันนิษฐานว่าต้องการสื่อว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สวรรคตแล้ว
เอกสารประกอบการเขียน
วิลาวัณย์ ฤดีศาสนต์. 2546. เพชรบุรี. กรุงเทพฯ: สารคดี.
สุมาลี งามสมบัติ. มปป. วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร. โครงการอาสาพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี.

ขอขอบพระคุณคุณสุเทพ รัตนนุกรม ที่อนุเคราะห์พาไปชมวัดใหญ่สุวรรณาราม