Tuesday, April 21, 2009

การสงเคราะห์ภรรยาและบุตร




คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ผมเคยไปอธิบายเรื่องจริยธรรมหรือคุณภาพชีวิตอะไรทำนองนี้ก็จำไม่แม่นที่ มสธ. อาจารย์ ดร.จันทร์ ชุ่มเมืองปัก ได้กล่าวสรุปว่า ชีวิตที่มีคุณภาพในทรรศนะของท่านไม่เหมือนใคร ว่าแล้วท่านก็หันมามองผม "คุณเสฐียรพงษ์ช่วยนำไปเผยแพร่ด้วย"

ท่านว่าดังนี้ครับ "มีเมียดี มีลูกดี มีเพื่อนดี มีหน้าที่การงานที่บอกเขาได้อย่างภาคภูมิใจ และอย่าเป็นหนี้หลาย (อย่าเป็นหนี้มากนัก) เท่านี้ก็นับว่าชีวิตมีคุณภาพแล้ว"

การมีเมีย มีลูกไม่ใช่เรื่องยาก แต่การมีเมียดีมีลูกดีนี่สิ มิใช่มีกันได้ทุกคน บ้างก่อร่างสร้างตัวจากเด็กบ้านนอกจนๆ คนหนึ่ง จนมีหน้าที่การงาน มีเกียรติในสังคม ประสบความสำเร็จที่ดีคนหนึ่ง แต่ไปได้เมียผลาญ ลูกผลาญ หายนะล่มจมก็มี

ถามหมอดูเขาก็ว่า ดวงปัตนิไม่ดี ปุตตะไม่ดี ตกเรือนมรณะวินาศ มีดาวศุกร์ทับดาวเสาร์ อะไรก็ว่ากันไป (พูดไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรนี่แหละครับ) ถามมหาบาเรียน เขาก็ว่า กรรมทำมาอย่างใดก็ย่อมได้อย่างนั้น

ท่านอธิบดีท่านหนึ่งเติบโตมาจากเด็กวัด มีลูกมาก็พยายามสอนลูกไม่ให้สุรุ่ยสุร่าย ตัวท่านเองกว่าจะก้าวมาถึงขั้นนี้ก็ต้องต่อสู้กับความลำบากลำบนสารพัด ลูกชายย้อนเอาว่า "ก็พ่อเป็นลูกชาวนาก็ลำบากเป็นธรรมดา แต่ผมเป็นลูกอธิบดีนี่ครับ" นี่แหละครับที่ว่า มีลูกน่ะง่าย แต่มีลูกดีมิใช่ของง่าย รวมทั้งเมียด้วยนะครับ

มาจากเรื่องลูกก่อน พระพุทธเจ้าท่านว่า ลูกมี 3 จำพวก เลี้ยงแล้วดีกว่าพ่อแม่ก็มี (อภิชาตบุตร) เลี้ยงแล้วเสมอพ่อแม่ก็มี (อนุชาตบุตร) เลี้ยงแล้วเลวกว่าพ่อแม่ก็มี (อวชาตบุตร) แล้วแต่บุญแต่กรรมของใคร เขาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถิด อย่าวิตกทุกข์ร้อนเลย เราในฐานะพ่อแม่ขอให้ทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีที่สุดก็พอ

นั่นคือเลี้ยงลูกให้สมกับที่เราเป็นพ่อแม่ วิธีเลี้ยงลูกให้ดี พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ 5 ประการ คือ

-กันลูกจากความชั่ว หมายถึง ป้องกันหรือกีดกันทุกวิถีทางมิให้ลูกทำชั่ว

-ปลูกฝังลูกไว้ในทางที่ดี ดีในที่นี้เล็งไปที่ "จิตใจ" เพราะใจเป็นคลังของความดีความชั่วของคน ถ้าปลูกฝังให้ใจดีแล้วก็เท่ากับพ่อแม่ได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่สมบูรณ์แล้ว

-ให้ลูกได้รับการศึกษา ตามตัวอักษรหมายถึง ส่งเสียให้เล่าเรียนสูงๆ โดยอรรถะหมายถึง ฝึกสอนให้ลูกเป็นคนฉลาดรู้จักใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้ฉลาดได้ นับว่าเป็นโชค ดังภาษิตหิโตปเทศบทหนึ่ง "มีลูกฉลาดแต่ตายแล้วหนึ่ง มีลูกโง่ยังมีชีวิตอยู่หนึ่ง อย่างแรกประเสริฐกว่า" คือถ้าเลี้ยงลูกแล้วโง่อย่ามีเสียเลยดีกว่า

-จัดแจงให้แต่งงานกับคนดี สนับสนุนให้ลูกได้คู่ครองดี

-มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงเวลาสมควร คือ มอบทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความเหนื่อยยากให้ลูกไว้เป็นทุนรอนดำรงชีวิตต่อไป

เคล็ดลับการเลี้ยงลูกดีของพระพุทธองค์ สรุปลงด้วยคำพูดสั้นๆ คือ "ห้ามทำชั่ว-ให้ทำตัวดี-ให้มีวิชา-หาคู่ครอง-ให้กองทุน" ทำได้ตามนี้นับว่า ไม่เสียทีที่เป็นพ่อแม่

คราวนี้มาว่าด้วยการเลี้ยงดูภรรยา เนื่องจากผู้เขียนเป็นบุรุษเพศจะขอพูดถึงการเลี้ยงดูภรรยาเท่านั้น พึงเข้าใจเอาเองว่า ถ้าท่านเป็นสตรีเพศ สูตรสำเร็จข้อนี้จะต้องเปลี่ยนเป็น "การเลี้ยงดูสามี" แทนนะครับ

พระไตรปิฎกพูดถึงภรรยาไว้ 7 ชนิด น่าสนใจดี (ชนิดของสามีก็พึงทราบโดยนัยเดียวกัน) ดังนี้นะครับ

ภรรยาเหมือนเพชฌฆาต หมายถึง ภรรยาล้างผลาญ ประเภทใจเหี้ยมโหด แช่งชักหักกระดูกสามีเช้าเย็น วันๆ เอาแต่เรียกผีมากิน ห่ามาลง พูดคำก็จะให้ตายห่า สองคำก็จะให้ตายโหง หรือประเภทมือไวเท้าไว เดี๋ยวเตะ เดี๋ยวต่อย (ผู้หญิงก็เตะต่อยเก่งนะครับ เคยเห็นมาแล้ว ปิดประตูซัดสามีผัวะๆ แถมยังร้อง "ช่วยด้วยๆ สามีซ้อมฉัน" ก็มี เป็นงั้นไป) ภรรยาประเภทนี้ ผมอยากแปลว่า ภรรยาผีมากกว่า ใครได้ภรรยาผีร่วมบ้านก็เวรกรรมของคนนั้น ช่วยไม่ได้

ภรรยาเหมือนโจร มีลักษณะล้างผลาญเหมือนประเภทแรก แต่ล้างผลาญคนละอย่าง ประเภทนี้ล้างผลาญทรัพย์ สามีหาได้เท่าไหร่ผลาญหมดเกลี้ยง เขาเรียกว่า "กระเชอก้นรั่ว" ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม ใครได้ภรรยาโจรเป็นคู่ครอง ต่อให้ร่ำรวยขนาดไหนไม่ช้าไม่นานก็หมดตัว

ภรรยาเหมือนนาย หมายถึง ภรรยาที่เห็นสามีด้อยกว่าตัว ดูถูกเหยียดหยามสามี ภรรยาประเภทนี้ภูมิอกภูมิใจที่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าสามีอยู่ในกำมือของตน นี้ก็ภรรยาผลาญอีกประเภทหนึ่ง ประเภทแรกผลาญชีวิตร่างกาย ประเภทที่สองผลาญทรัพย์ ประเภทที่สามผลาญศักดิ์ศรี ไม่ได้ความพอกัน

ภรรยาเหมือนแม่ น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง เธอจะรักเอ็นดูสามีเหมือนคุณแม่รักลูก จะคอยดูแลสามีด้วยความเป็นห่วงเป็นใยสารพัด ภรรยาประเภทนี้จะไม่ทอดทิ้งสามีไม่ว่ากรณีใดๆ

ภรรยาเหมือนน้องสาว ความรักระหว่างพี่น้องเป็นความรักที่ยั่งยืนรองมาจากความรักของพ่อแม่ แต่ก็มีลุ่มๆ ดอนๆ อาจขัดใจกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ก็ตัดกันไม่ขาด ใครมีภรรยาประเภทนี้นึกเสียว่าเลี้ยงน้องไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ถึงทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาดดอก

ภรรยาเหมือนเพื่อน ภรรยาประเภทนี้เป็นเสมือนเพื่อนที่ถูกคอกันดี ให้เกียรติกันและกันฉันเพื่อนสนิท มีอะไรปรึกษาหารือกัน มีรสนิยมเหมือนกัน เคยเห็นสามีภรรยาประเภทนี้เป็นครูช่วยกันตรวจการบ้านเด็ก บางคู่เป็นนักเขียนเหมือนกันช่วยกันเขียนเรื่อง ช่วยกันเกลาสำนวนของกันและกัน น่าอิจฉาจัง

ภรรยาเหมือนทาสี ลดฐานะของตัวลงเป็นคนใช้ ยอมรับใช้ทุกอย่าง ยอมให้สับโขก เพราะรักตัวเดียวนี่แหละ ภรรยาบางคนได้คู่เป็นปีศาจสุรา ต้องวิ่งซื้อน้ำแข็งโซดา ทำกับแกล้มให้พ่อเจ้าประคุณมือเป็นระวิง น่าสงสารจัง

ภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้ ผู้อ่านคงบอกได้ว่า ประเภทไหนดี ประเภทไหนเลว แต่ไม่ว่าจะได้ภรรยาประเภทไหน สามีควรสงเคราะห์เลี้ยงดู 5 สถานดังนี้คือ ให้เกียรติยกย่อง, ไม่ดูหมิ่น, ไม่นอกใจ, ยกความเป็นใหญ่ในบ้านให้ และซื้อหาเครื่องประดับตกแต่งให้ตามกาลเวลาอันเหมาะสม ทำได้ตามนี้นับว่าเป็นสามีในอุดมคติแล้ว

อ้อ! ที่ว่ายกย่องและมอบความเป็นใหญ่ให้นั้น มิใช่มอบความเป็น "ภรรยาหลวง" ให้นะครับ อย่าเข้าใจผิด


วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11348 มติชนรายวัน
หน้า 6

การงานไม่อากูล


คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

สูตรสำเร็จในชีวิตที่ผมจะกล่าวในอาทิตย์นี้คือ การงานไม่อากูลครับ คำนี้เป็นคำพระแท้ๆ ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่องแน่ถ้าไม่อธิบาย การงานไม่อากูลก็คือการทำงานมิให้คั่งค้างนั่นแหละครับ

คนที่จะเจริญก้าวหน้าประสบความสำเร็จในชีวิตนอกจากจะเลือกคบคนดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี มีระเบียบวินัย ยกย่องคนควรยกย่อง ตลอดถึงปฏิบัติต่อลูกเมียดีแล้ว ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยอีกข้อหนึ่งคือ การทำงาน

ผู้รู้ท่านหนึ่งเปรียบการทำงานดุจคนขับรถ รถมันจะใหม่เอี่ยมเครื่องเคราดี ยี่ห้อโก้เก๋ทันสมัยอย่างไร ถ้าคนไม่ขับเคลื่อนที่ มันก็เศษเหล็กธรรมดา ไม่ต่างจากขอนไม้ท่อนหนึ่งนั่นเอง

นั่งบนขอนไม้กับนั่งในรถหรูคันนั้น ได้ผลเท่ากันคือไปไม่ถึงที่หมาย

การที่จะไปถึงที่หมายได้ ก็ต้องสตาร์ตเครื่องแล้วก็ขับไป ฉันใดก็ฉันนั้น คนเราเกิดมาแล้วนั่งนอนอยู่เฉยๆ งานการไม่ทำ นอกจากจะไม่เจริญแล้ว จะพาลเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตเอา เพราะฉะนั้น อยากเจริญต้องทำงานและทำงานให้มีประสิทธิภาพ มิใช่สักแต่ว่าทำ

วิธีการทำงานมีอยู่ 2 แบบ คือ ทำแบบมงคลกับทำแบบอัปมงคล ทำแบบมงคล คือทำแล้วเจริญ มีหลักอยู่สั้นๆ 3 หลัก คือ ทำดี - ทำเต็มที่ - ทำให้เสร็จ ทำแบบอัปมงคลมีหลักสั้นเหมือนกันคือ ทำค้าง - ทำย่อหย่อน - ทำเสีย

งานอากูลก็คืองานค้างนั่นแหละครับ เป็นนิสัยของคนทำงานประเภทหนึ่ง (รวมผมด้วยบางครั้ง) มักไม่ชอบทำอะไรให้เสร็จทั้งที่ควรให้เสร็จ ทำได้หน่อยหนึ่งให้ทิ้งไว้ก่อน ผัดผ่อนไปเรื่อย "พรุ่งนี้ยังมีเวลา เอาไว้แค่นี้ก่อน" อะไรอย่างนี้เป็นต้น เหมือนคนแก่ฟันไม่ดี เคี้ยวอาหารให้ละเอียดไม่ได้ พอจวนจะละเอียดก็กะล่อมกะแล่มกลืนเข้าไป กินก็เท่ากับไม่ได้กิน เผลอๆ อาหารที่กลืนเข้าไปไม่ย่อยหรือย่อยยาก เป็นโทษแก่ร่างกายอีก

ลักษณะคนที่ทำงานคั่งค้างที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือชอบจับจด ทำงาน ก ได้หน่อยหนึ่งเบื่อ หันไปจับงาน ข ไปได้หน่อยหนึ่งหันไปจับงาน ค เลยไม่เสร็จสักอย่าง บางท่านคิดว่าคนเช่นนี้เป็นนักริเริ่มเริ่มงาน หรือวางแผนเก่ง หามิได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า คนจับจดต่างหาก

งานค้างเป็นอัปมงคลก็เพราะก่อผลเสียให้ทั้งร่างกายและใจ คิดไม่ดีไม่เห็น ทางกายเห็นได้ชัดๆ คือทำให้เปลืองแรง ต้องลงแรงถึงสองครั้งเป็นอย่างน้อย แทนที่จะเป็นครั้งเดียว ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาไถนาไว้แล้วไม่ปักดำ ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ ต้องมาเสียแรงงานไปครั้งหนึ่งแล้ว พอถึงเวลาจะปักดำจริงๆ ต้องมาไถใหม่อีก เปลืองแรงไปครั้งที่สอง

เรื่องที่เราทิ้งค้างไว้ พอถึงเวลาจะทำให้เสร็จจริงๆ ก็ต้องนำมาดูย้อนต้นใหม่อีก เพราะลืมไปแล้วว่าเรื่องเดิมเป็นอย่างไร นี่แหละครับที่ว่าเปลืองแรง

แล้วเปลืองใจล่ะเป็นอย่างไร งานที่ทิ้งค้างไว้อย่างนั้นแหละพอมีคนถามถึงหรือนึกขึ้นมาได้เมื่อไหร่ ใจหายวาบทุกที ยิ่งเป็นงานที่เขากำหนดเวลาแน่นอนว่า ไม่เกินวันนั้นวันนี้ด้วยแล้วมัวแต่เอ้อระเหยอยู่ นึกขึ้นมาได้เหลืออีกสองสามวันจะครบกำหนดต้องตาลีตาเหลือกรีบๆ ทำลวกๆ พอให้เสร็จ ผลก็กลายเป็นว่าทำอย่างย่อหย่อน ทำเสีย รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

ถ้าไม่อยากเสียคน ก็อย่าทำงานให้คั่งค้างอากูลนะครับ (บรรทัดนี้เตือนผู้เขียนเองด้วย)

อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นว่า คนทำงานคั่งค้างจะต้องได้รับผลเสียทั้งทางกายและทางใจ ทางกายนั้นต้องเปลืองแรงถึงสองครั้ง ทางใจนั้นเล่าเวลานึกถึงงานที่คั่งค้างเมื่อใดใจหายวาบเมื่อนั้น เสียสุขภาพจิตไม่น้อย

คนจะทำงานไม่ให้อากูลคั่งค้างจะต้องมีอิทธิบาท 4 ประจำใจ คือ

ฉันทะ แปลกันว่าความพอใจ ยังไม่สื่อความหมายเท่าที่ควร ถ้าจะให้เข้าใจง่ายต้องแปลว่า ความรักงาน หรือเต็มใจทำ คนเราลงได้รักอะไรแล้ว ย่อมเต็มใจทำให้ทุกอย่าง นึกถึงสมัยยังหนุ่มยังสาวก็แล้วกัน (สำหรับท่านที่ชราภาพแล้ว) คนรักชอบอะไร ต้องการอะไร ก็ยังอุตส่าห์หามาประเคนให้ด้วยความเต็มใจ ฉันใดก็ฉันนั้น การทำงานก็ไม่แตกต่างกัน เราต้องมีความรัก เพียงแต่แปรความ "รักคน" มาเป็น "รักงาน" แล้วเราก็ทุ่มเทให้กับงานได้อย่างดี

วิริยะ พากเพียรพยายามหรือแข็งใจทำ แข็งใจในที่นี้มิใช่ฝืนใจทำแบบซังกะตาย หากหมายถึงทำงานด้วยความเข้มแข็ง กล้าสู้ กล้าบุก ไม่ว่างานจะใหญ่โตหรือลำบากแค่ไหน พยายามเต็มที่ไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยาก

จิตตะ ตั้งใจทำ หมายถึง คิดถึงงานที่เริ่มไว้ตลอดเวลา เอาใจจดจ่ออยู่ที่งานนั้น คิดเปรียบเทียบง่ายๆ เวลาเรารักใครสักคนเราจะคิดถึงแต่คนที่เรารัก คนที่รักกันคิดถึงกันย่อมไม่มีวันจะทอดทิ้งกันแน่นอน นอกเสียแต่จะหมดรักกันเท่านั้น ฉันใด คนที่คิดถึงงานตลอดเวลา ย่อมไม่ทิ้งงาน มีแต่จะคิดหาทางปรับปรุงแก้ไขให้งานก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั้น

วิมังสา เข้าใจทำ อันนี้หมายถึง ทำงานด้วยการใช้ปัญญาทำอย่างฉลาด คนเราถึงจะรักงานเพียงใด เอาใจจดจ่ออยู่กับงานเพียงใด ถ้าขาดปัญญาความรู้ ความเข้าใจแล้ว แทนที่งานจะสำเร็จอาจไม่สำเร็จ หรือก่อทุกข์โทษให้ก็ได้ ว่ากันว่า คนโง่ขยันนั้นอันตรายยิ่งกว่าอะไรเสียอีก เพราะแกจะขยันสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองและคนอื่นดังตัวอย่างต่อไปนี้

บุรุษคนหนึ่งเลี้ยงลิงไว้ฝูงหนึ่ง วันหนึ่งเขาจะไปธุระต่างเมือง สั่งให้หัวหน้าลิงช่วยดูแลสวนผลไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ๆ เจ้านายหายไปสามสี่วันต้นไม้ในสวนตายเรียบ ไม่ใช่เพราะลิงมันขี้เกียจทำตามเจ้านายสั่ง มันทำอย่างขะมักเขม้นทีเดียว มันสั่งให้ลูกน้องช่วยกันตักน้ำมารดต้นไม้ทุกเช้า ขณะรดน้ำมันสั่งให้ลูกน้องถอนต้นไม้มาดูทุกครั้งว่า รากมันชุ่มน้ำหรือยัง ถ้ายังให้ราดน้ำลงไป ถ้ารากชุ่มแล้วจึงยัดลงหลุมกลบดินใหม่ ทำอย่างนี้ทุกวันแล้วอย่างนี้มันจะเหลืออะไร เจ้านายกลับมาเห็นต้นไม้ตายเกลี้ยงสวน แทบลมจับ นี่แหละโทษของการใช้ลิง โง่แต่ขยันรดน้ำต้นไม้

ที่สำนักงานแห่งหนึ่งผู้บริหารก็โง่ ผู้ช่วยงานก็โง่แต่ขยันขันแข็งทำงาน บางทีเซ็นสั่งงานไปทั้งที่ไม่รู้ว่าให้เขาทำอะไร พอเขาถามว่า จะให้เขาทำอะไรก็ตอบไม่ได้ เรื่องเล็กๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนแก้ไม่ไหว เพราะพวกเขาขยันสร้างเงื่อนปมเสียจริง จนผู้บริหารระดับสูงบ่นปวดศีรษะ ต้องมาช่วยแก้ไขปัญหาให้ไม่รู้จบสิ้น เวรกรรมจริงๆ คือเป็นกรรมของหน่วยงานที่มีผู้บริหารเวรๆ อย่างนั้น นี่คือโทษของการเอาคนโง่มาบริหารงาน

สรุปแล้ว คุณสมบัติของผู้ที่จะทำงานมิให้อากูล คั่งค้าง จะต้องมีความเต็มใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำและเข้าใจทำ ใช้สูตรนี้สูตรเดียวการงานทุกอย่างไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก รับรองประสบความสำเร็จแน่นอน

หน้า 6
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11355 มติชนรายวัน

Monday, March 23, 2009

ศิลปศาสตร์ 18 ประการ



ศิลปศาสตร์ 18 ประการที่สอน ณ สำนักตักศิลา ประกอบด้วย
1. สติ – ความรู้รอบตัว
2. สัมมติ – ความเข้าใจระเบียบ
3. สังขยา – วิชาคำนวณ
4. โยคะหรือยันตรศึกษา – การใช้เครื่องยนต์กลไก
5. นิติ - -นิติศาสตร์ กฎหมาย
6. วิเสสิกา – พณิชยศาสตร์
7. คันธัพพา – วิชาฟ้อนรำขับร้อง
8. คณิกา – วิชากายบริหาร
9. ธนุพเพธา – วิชายิงธนู
10. ปูรณา – วิชาโบราณคดี
11. ติกิจฉา – วิชาแพทย์
12. อิติหิงสา – วิชากาพย์
13. โชติ – ดาราศาสตร์
14. มายา – พิชัยสงคราม
15. เหตุ – เหตุศาสตร์ วิชาหาเหตุผล (เทียบกับตรรกวิทยาในปัจจุบัน)
16. เกตุ – วิชาพูด
17. มันตา – วิชามนต์
18. สัททา – ไวยากรณ์ – การใช้ภาษา

มาถึงสมัยพุทธกาลได้เพิ่มวิชาพุทธวจนะเข้าด้วย หมายความว่านักศึกษาต้องเรียนวิชาการทางศาสนาด้วย มิใช่เรียนแต่วิชาทางโลกอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีไตรเพทของพราหมณ์อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อการศึกษาที่สมบูรณ์

ที่มา: วศิน อินทะสระ, 2544, จอมจักรพรรดิอโศก, (พิมพ์ครั้งที่ 5), กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊ค, หน้า 99-100

Thursday, March 12, 2009

ยกทำให้ต่ำ..ลดทำให้สูง


ยกทำให้ต่ำ..ลดทำให้สูง



เป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา..
ที่ต้องอาศัยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่..
ในสภาพของสังคม..
ที่เกิดการเอารัดเอาเปรียบ..
การแข่งขัน..ชิงดีชิงเด่นกัน..

หากเราไม่พยายามที่เรียนรู้และทำความเข้าใจ...
ทั้งตนเองและผู้อื่น..
ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรา..
ไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้..

สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้สอนถึง..
ความงดงามภายในจิตใจของมนุษย์เราทุกคน..
เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข..
นั่นก็คือ..หลักยกต่ำ..ลดสูง..

จากหลักการดังกล่าวนั้น..
ทำให้เราเกิดมุมมองความคิดเห็น..
ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้..
คือ..การยกตนข่มผู้อื่นนั้น..
ไม่เป็นการดีเลย..
เพราะยิ่งเรายกตนข่มคนอื่น..
ไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นมากเท่าใด..
เราก็จะไม่เห็นคุณค่าในตัวของเราเช่นกัน..

แต่หากเราลดมานะทิฎฐิ..ความเห็นส่วนตัวลงบ้าง..
เพิ่มความอ่อนโยน..มีสัมมาคารวะ..
ทำตนเองให้ต่ำลง..
นั่นชื่อว่า..เป็นการเพิ่มคุณธรรมที่สูงในจิตใจของเรา..

การยกตนเองให้สูงขึ้น..
คนอื่นก็จะต่ำลง..
ไม่ใช่ความงดงามทางคุณธรรม..

แต่การลดตนเองให้ต่ำลง..
แล้วยกผู้อื่นให้สูงขึ้น..
เป็นความงดงามในจิตใจ..
เป็นการเพิ่มระดับคุณธรรมในจิตใจให้สูงขึ้น..

เรายอมลดตนเองย่อเข่าลง..
ทำให้ตนเองต่ำ..
ดีกว่าการใช้ความพยายาม..
ที่จะใช้มือกดศีรษะของผู้อื่นให้ต่ำลง..


บทความ...โดย..ชายน้อย..

Friday, March 6, 2009



อญญถา สนฺตมตฺตานํ อญญถา โย ปเวทเย
นิกจฺจ กิตวสฺเสว ภุตฺตํ เถยฺเยน ตสฺสตํ

บุคคลใด ตนเป็นอย่างหนึ่งกลับประกาศให้คนอื่นรู้อีกอย่างหนึ่ง
บุคคลนั้นชื่อว่าลวงเขาบริโภคโดยความเป็นขโมย
เหมือนนายพรานนกลวงจับนกฉะนั้น

กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ
เอเตน มจฺจา สุชุฌนฺติ โคตฺเตน ธเนนวา

สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ ประการ
คือ การงาน วิชา ธรรม ศีล และชีวิตอันสูงสุด
หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่

พระไตรปิฎก สังยุตนิกาย

Saturday, February 28, 2009

ทางเดินชีวิต




ทางเดินชีวิต

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร watdevaraj@hotmail.com



ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงคือ การเดินทางชนิดหนึ่ง ซึ่งเดินจากความเต็มไปด้วยความทุกข์ ไปยัง ที่สุดจบสิ้นของความทุกข์ ที่ตนเคยผ่านมาแล้วนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบ รู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม ชีวิตก็ยังคงเป็นการเดินทางเรื่อยไปอยู่นั่นเอง

การเดินทางของชีวิตนี้ มิใช่เป็นการเดินทางด้วยเท้า ดังนั้น ทางของชีวิต จึงไม่สามารถที่จะเดินไปได้ด้วยเท้า บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้พากันสนใจในทางชีวิต กันมากเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นทางของจิต อันจะพัฒนาไปในทางสูงกว่าทางวัตถุหรือทางกาย อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย

สิ่งที่เรียกกันว่า ทางเดินนั้น แม้จะมีสายเดียวก็จริง ตามธรรมดา ต้องประกอบด้วยข้อดีหลายประการเสมอ ทางชีวิตก็เช่นเดียวกัน แม้จะสายเดียว ดิ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ก็จริง แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ เป็นต้นว่า

1. ศาสนา เป็นองค์คุณอันสำคัญ โดยช่วยให้ชีวิตนี้ มีความสดชื่น เยือกเย็น พอที่จะเป็นอยู่ ไม่ร้อนเป็นไฟ เช่นเดียวกับน้ำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง พฤกษชาติ ให้สดชื่น งอกงาม ตลอดเวลา ฉันใดฉันนั้น

2. ศิลปะ โดยเฉพาะก็คือ ศิลปะแห่งการครองชีวิต หรือการบังคับตัวเองได้ ช่วยให้ชีวิตนี้ ดูแจ่มใส งดงาม น่าชื่นใจ น่ารักใคร่ นำมาซึ่งความเพลิดเพลิน ในการก้าวหน้า ไปด้วยความรู้ และการกระทำที่ดูงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย

3. ภูมิธรรม คือ ธรรมสมบัติ หรือ ความดี ความจริง ความยุติธรรม ที่ประกอบอยู่ในตัวบุคคล อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส ความไว้วางใจ ความน่าคบหาสมาคมจากชีวิตรอบข้าง ทำให้ชีวิตนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิตทั้งหลาย

4. ความรู้ ช่วยให้มีความสามารถในการใช้ความคิด และการวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ในการตัดสินใจ การแก้ไขอุปสรรคและอื่นๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดผลในการครองชีพ การสมาคม และอื่นๆ ที่จำเป็นทุกประการ โดยสมบูรณ์

5. สติปัญญา ช่วยให้การดำเนินงานของชีวิตสำเร็จลุล่วงไปได้ตามแนวของความรู้ ทำให้ งานของชีวิต ทุกชนิด ทุกระดับ ดำเนินไปได้โดยง่าย โดยเร็ว โดยสมบูรณ์ และปลอดภัย โดยประการทั้งปวง

องค์ประกอบ 5 ประการนี้ รวมกันเป็นทางสายเดียว ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างสะดวก ประสบความสุขความเจริญ ผลในโลกนี้ คือ ทรัพย์ ชื่อเสียงและมิตรภาพก็ดี ผลในโลกหน้า คือ สุคติก็ดี และผลอันสูงสุด พ้นจากโลกทั้งปวง คือ นิพพานก็ดี จักเป็นที่หวังได้ ครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่ทุกชีวิตจะต้องแสวงหาทาง และมีทางเดินชีวิตของตนอันถูกต้อง ปลอดภัย เพื่อก้าวหน้าไปสู่ความสะอาด หมดจด สว่างไสว และ สงบเย็น สมตามความปรารถนา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6666 ข่าวสดรายวัน หน้า 31

Tuesday, February 10, 2009

ต้นแบบ ”รักเรียบง่าย” ที่คนไทยต้องร่วมสืบสาน ”รักตอบ”



ต้นแบบ ”รักเรียบง่าย” ที่คนไทยต้องร่วมสืบสาน ”รักตอบ”


แดงส์ ตักสิลา ผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552
fashionhora@gmail.com

ใกล้ถึงวันแห่งความรักอีกแล้ว และดูเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรืออาจเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมประเพณีสากลที่ครอบงำคนไทยไปด้วยแล้ว ด้วยทัศนคติที่คิดว่า Valentine’s Day เป็นวันแห่งความรักเชิงชู้สาว วันที่มีคุณค่าแค่ความรู้สึกพิเศษเฉพาะคนสองคนที่รักกัน เท่านั้นหรือ ?

คนไทยมีความรักต่อคนไทยด้วยกันหรือไม่ ? คนไทยมีความรักต่อผืนแผ่นดินไทยของเราหรือไม่ ? คนไทยแย่งชิงกันทำความดีเพื่อส่วนรวมที่ไม่ใช่ส่วนตัวหรือไม่ ?

ผมอยากเชิญชวนให้อ่านถ้อยคำ ที่ผมขออนุญาตนำมาจากปฏิทินตั้งโต๊ะของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งได้มอบให้ผม เป็นปฏิทินที่ได้รับพระบรมราชานุญาต ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์และถ้อยคำอันมีพลังแห่ง “รักเรียบง่าย” ที่พ่อหลวงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่มีการเลือกสี เลือกข้าง

กระบวนทัศน์ ”รักเรียบง่าย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

1. องค์รวม: ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม ทรงมองอย่างครบวงจร ทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข อย่างเชื่อมโยง

2. ไม่ติดตำรา: การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดกับวิชาการ และเทคโนโลยี ที่ไม่เหมาะสมกับชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

3. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก: ทรงมองข้ามปัญหาในภาพรวมก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็ก คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักมองข้าม “...ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก..ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน..เพื่อให้อยู่ใน สภาพที่คิดได้..”

4. ทำตามลำดับขั้น: ทรงเริ่มจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ก่อน จึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและเศรษฐกิจขั้นสูง โดยลำดับต่อไป

5. ทำงานอย่างมีความสุข: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกครั้งที่ทรงช่วยเหลือประชาชน “..ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น..”

6. การพึ่งตนเอง: การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในเบื้องต้น ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เขาแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้ แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ ”พึ่งตนเอง” ได้ในที่สุด

7. ทำให้ง่าย: ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานพัฒนาประเทศ ตามแนวพระราชดำริโดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งสลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย “ทำให้ง่าย”

8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด : ทรงใช้หลักในการแก้ไขด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนนั้นมาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูง หรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก “ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกป่า โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ”

9. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ: การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่เป็นจริง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ตามความต้องการของประชาชน

10. เศรษฐกิจพอเพียง: เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้าน ซึ่งสามารถทำให้อยู่ได้อย่างสมดุลโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้ได้มีการประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์การ ชุมชน และทุกภาคส่วน มาแล้วอย่างได้ผล

11. การมีส่วนร่วม: ทรงเป็นนักประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น “..ต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น รู้จักฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด.. เพราะการรู้จักฟังอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือการระดมสติปัญญา และประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงาน ให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง..”

12. ความเพียง (พระมหาชนก) : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะแรกที่ไม่มีความพร้อมมากนัก ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาโครงการต่างๆ ให้ราษฎรบังเกิดความร่มเย็นเป็นสุขในที่สุด

ขอให้พวกเราชาวไทย หันมาดูแลซึ่งกันและกัน ด้วยความรักห่วงใยที่เรียบง่าย จริงใจ มั่นคง รวมพลังสร้างความสงบสุข “รักตอบ” พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้ ด้วยการลงมือกระทำตามแนวทางอันเป็นกระบวนทัศน์ ”รักเรียบง่าย” ทั้ง ๑๒ ข้อกันเถิด แล้วคนไทยจะยังคงมีแผ่นดินไทย ไว้ให้รักหวงแหนอย่างมีระบบตราบชั่วนิรันดร์

Happy Valentine’s Day ครับ..!

http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9520000015021