ปาฏิหาริย์นวดมือบำบัด 15 อาการยอดฮิต (ชีวจิต)
ใครที่มีปัญหาสุขภาพ วันนี้มีวิธีบำบัดอาการเหล่านั้นด้วยการนวดมือมาบอกต่อกัน
1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลักสองตัว ได้แก่ ไทร็อกซิน ซึ่งทำหน้าที่เร่งการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และคาลซิโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับแคลเซียมในเลือด
ต่อมไทรอยด์ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภายในร่างกาย ระดับน้ำและพลังงานในเนื้อเยื่อ รวมถึงความหนาแน่นของกระดูก พัฒนาการและการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การทรงตัว ความสงบใจ และสุขภาพโดยรวม
เราอาจกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข เบิกบาน หรือซึมเศร้า เชื่องช้า เก็บกด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ทั้งสิ้น
วิธีการนวดมีดังนี้
- ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่ง กดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง
- นวดกดไล่ไปรอบ ๆ บริเวณนี้
หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด
2. นวดเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น
ถ้าระบบประสาทเหนื่อยล้า การทำงานของกล้ามเนื้อตาก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานภายใต้การควบคุมของระบบประสาท
การปฏิบัติเพื่อถนอมสายตานั้น ได้แก่ การออกกำลังกาย อาหารสุขภาพ พร้อมกินวิตามินเสริมบ้าง
ส่วนวิธีนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นมีดังนี้
- ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นวดนานนิ้วละสอง-สามวินาที
- นวดถูให้ทั่วมือ
- นวดตามแบบข้อ 1 อีกครั้ง แต่นวดนานนิ้วละหนึ่ง-สองนาที
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ควรนวดเป็นประจำทุกวัน
นอกจากนี้แล้ว ควรนวดจุดสะท้อนตับบนมือขวา และนวดจุดสะท้อนไตของทั้งสองมือไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้ร่างกายได้ทำความสะอาดพลังงานคั่งค้าง ออกไปทางอวัยวะทั้งสองนี้ ฉะนั้น หากสุขภาพตับและไตไม่ดี มักมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการมองเห็นด้วยเช่นกัน
3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
การได้ยิน คือ การเดินทางของพลังงานจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ พลังงานเสียงที่มากระทบหูภายนอก ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วก้อย
ส่วนที่สองคือ พลังงานเสียงที่ผ่านเข้าไปในช่องหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วนาง
ส่วนที่สามคือ พลังงานการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วกลาง
ส่วนที่สี่คือ พลังงานของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของประสาทเล็กประสาทน้อยภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วชี้
ส่วนที่ห้าคือ พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงที่เดินทางไปแปลความหมายที่สมอง ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วโป้ง
วิธีนวดเพื่อกระตุ้นการได้ยินมีดังนี้
- นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที เพื่อส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยิน
- นวดกดจุดสะท้อนต่อมพิทูทารี ซึ่งอยู่ตรงกลางนิ้วโป้ง เพื่อเพิ่มการพลังสมอง
4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ลำคอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอหรือไอ จึงต้องนวดกดบริเวณนั้น
วิธีการมีดังนี้คือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้นานราว 5-10 นาที
5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการปวดไมเกรนเกิดจากความไม่ปกติของการไหลเวียนโลหิตในสมอง แพ้อาหารหรือความตึงเครียดของร่างกาย
การบำบัดอาการปวดไมเกรนคือ การทำให้เส้นประสาทต่าง ๆ ผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น
วิธีการนวดมือคือ
- นวดผ่อนคลายจุดสะท้อนต่อมพิทูทารีและต่อมอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเอ็นด็อก ริน ซึ่งอยู่บริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน
- นวดกดจุดสะท้อนหัวใจ เพื่อให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
- นวดกดจุดสะท้อนตับ เพื่อกระตุ้นให้ตับขับสารพิษ และช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและการดูดซึม
6. นวดแก้ปวดข้อ
ไม่ว่าสาเหตุของอาการปวดข้อจะมาจากรูมาตอยด์ เก๊าต์ หรือเอสแอลอี แต่การเยียวยาอาการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ลดความเครียด
การนวดมือก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และการฟื้นฟูการทำงานของข้อได้ เพราะการนวดมือช่วยสร้างสมดุลให้อวัยวะภายใน ด้วยการกระตุ้นระบบการไหลเวียน ขับท็อกซิน ออกไปจากระบบการทำงานส่วนนั้น ๆ
ฉะนั้นการนวดมือเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ จึงคือการนวดต่อมต่าง ๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน
7. นวดบำบัดไฮโปไกลซีเมีย
ถึงวันนี้ เรายังรู้จักโรคไฮโปไกลซีเมียกันน้อยเหลือเกิน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี่คือโรค ทั้งที่ก่ออันตรายต่อชีวิต
สาเหตุหลักของโรคไฮโปไกลซีเมียคือ ระดับน้ำตาลต่ำ จึงก่อให้เกิดหลายอาการทั้งทางกายและใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการที่ว่าได้แก่ กระวนกระวาย ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ นอนไม่หลับ ภูมิแพ้
คุณหมอส่วนใหญ่จึงรักษาไปตามอาการที่เป็น บ้างก็รักษาด้วยยาจิตเวช ซึ่งมักเป็นยาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาการจึงแย่ลงไปอีก
โรคนี้ไม่เกี่ยวกับต่อมไหนทำงานน้อยหรือมาก ฉะนั้นการนวดมือบำบัดอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย จึงคือการกระตุ้นต่อมต่าง ๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน เพื่อกระตุ้นระบบอิมมูนซิสเต็มนั่นเอง
8. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
เส้นผมมักสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม นักวิทยาศาสตร์มักแนะนำให้เรากินโปรตีน ซิลิก้า และแคลเซียม เพื่อเส้นผมสวยแข็งแรง แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าสถิตย์จากเล็บนั้น ช่วยเสริมสุขภาพเส้นผมได้
การนวดจุดสะท้อนเส้นผม ซึ่งอยู่บริเวณเล็บมือของเรา จึงช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและหงอกก่อนวัยได้
- กำมือทั้งสองข้างไว้หลวม ๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน
- ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็ว ๆ
ทำท่านี้วันละหนึ่งครั้ง ๆ ละ 5 นาที
9. นวดแก้ปวดหลัง
ลังและกระดูกสันหลังมีส่วนสำคัญต่อระบบสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทสำคัญมากมาย ทำให้ร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้ หากกระดูกสันหลังไม่เรียงกันอยู่ในแนวปกติ
การนวดกดจุดสะท้อนหลังคือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียด ดังนี้
- นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนเซอวิคอล (บริเวณต้นคอ) ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย
- นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา
10. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
กระเพาะอาหารมีหน้าที่ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายกินผ่านปากเข้าไป ซึ่งบ้างก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย บ้างก็ทำลายกระเพาะอาหาร และทุกระบบของร่างกาย
เมื่ออาหารผ่านเข้าปาก การเคี้ยวบดอาหารในปากให้ละเอียดนั้น ช่วยผ่อนแรงกระเพาะอาหารได้อักโข แถมยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
การนวดกดจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร จึงคือการกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมีท่าดังนี้คือ
- ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย
- กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้
11. นวดบำรุงหัวใจ
หัวใจมีหน้าที่นำออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนำกลับเข้ามาเติมออกซิเจน โดยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที
ปกติกล้ามเนื้อหัวใจมีบทบาทในการทำหน้าที่นี้ ผ่านกริยาการบีบตัว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการที่หัวใจเต้นตุบ ตุบ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจต้องการช่วงเวลาพักนานกว่าจังหวะการบีบตัวเสียอีก
การนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น วิธีการคือ
- หาตำแหน่งของจุดสะท้อนหัวใจบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย
- กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย อีกสี่นิ้วที่เหลือ ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้
12. นวดแก้อาการเป็นลม
อาการเป็นลม มีสาเหตุจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดออกซิเจน การนวดมือคือ การช่วยกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนในสมองอย่างเพียงพอ
นวดกดจุดสะท้อนสมองซึ่งคือส่วนปลายสุดของทุกนิ้ว โดยเฉพาะหัวแม่มือ วิธีการคือ
- เริ่มออกแรงกดปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา หมุนวน
- หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง
ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย
13. นวดกระตุ้นตับ
ตับมีหน้าที่ขับของเสียและพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สะสมวิตามินบางอย่าง เพื่อร่างกายไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น วิตามินเอ บี ดี และเหล็ก
ปกติตับจะมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองได้ เช่น ถ้าส่วนหนึ่งของตับถูกทำลายไป ตับก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน
การนวดกระตุ้นตับคือ การนวดเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับนั่นเอง วิธีคือ
- หาตำแหน่งของจุดสะท้อนตับบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา
- กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย
- สลับนวดมือซ้าย เพื่อนวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ
14. นวดกระตุ้นไต
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด โดยส่งของดีกลับขึ้นไปฟอกต่อที่หัวใจ ส่วนของเสียก็ผสมกับน้ำและขับออกเป็นปัสสาวะ การนวดมือคือการกระตุ้นให้กระบวนการกรอง และขับของเสียมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การนวดกระตุ้นจุดสะท้อนไตมีดังนี้
- หงายมือข้างซ้ายเข้าหาลำตัว
- ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้
- ออกแรงกดและหมุนไปรอบ ๆ บริเวณ นานราวสองสามวินาที
- สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย
หากคุณหมอตรวจพบว่า ไตมีความผิดปกติ เราไม่ควรนวดกดจุดสะท้อนไตนานเกินไป
15. นวดคลายอาการปวดประจำเดือน
ความทรมานระหว่างวันนั้นของเดือน มักส่งผลต่ออารมณ์ของหญิงสาวหลายคน
เราสามารถเยียวยาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยการนวดมือดังนี้
- ยกมือขวาขึ้นตั้งขนานกับลำตัว บิดข้อมือไปทางด้านหลัง
- ยกมือซ้ายจับข้อมือขวา กดบริเวณข้อมือขวาให้แน่นด้วยนิ้วกลางและนิ้วนาง ทิ้งไว้ 3-15 นาที จึงค่อย ๆ คลายออก
- ทำสลับข้าง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://board.palungjit.com/f9/ปาฏิหาริย์นวดมือบำบัด-15-อาการยอดฮิต-230393.html
Wednesday, March 10, 2010
Sunday, February 28, 2010
มาฆบูชารำลึก

มาฆบูชารำลึก
สิริอัญญา ผู้จัดการออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2553
ความจริงวันมาฆบูชาในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 แต่เพราะสังคมไทยมัวสาละวนสนใจอยู่กับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,000 ล้านบาท จึงทำให้แทบไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องมาฆบูชาไป
แม้คอลัมน์นี้ก็ต้องมาทำเรื่องมาฆบูชาลงตีพิมพ์ในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็คล้อยตามกระแสไปเช่นเดียวกัน แต่จะว่าคล้อยตามไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ไม่ได้เพราะความจริงก็รู้อยู่ แต่จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสียก่อน
ที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า มีปรากฏการณ์มากหลายที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทย หากปล่อยเนิ่นช้าไปก็จะยิ่งทำให้ความเข้าใจผิดแพร่หลายออกไปมากขึ้น และจะทำให้คนไทยแตกความสามัคคีหรือหลงผิดติดยึดในเรื่องผิดๆ มากขึ้น
ดัง นั้นจึงนึกเสียว่า การทำหน้าที่อย่างนั้นก็เป็นการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ดังเจตนารมณ์อันแท้ จริงของวันมาฆบูชาเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เรื่องมาฆบูชารำลึกต้องเลื่อนมาถึงวันนี้
โดยปกติแล้ววันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ดังนั้นวันมาฆบูชาจึงเลื่อนมาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553
ก็ต้องเริ่มต้นว่า วันสำคัญในพระพุทธศาสนาของเรานั้น ที่สำคัญก็มีอยู่ 3 วัน คือ
วันของพระพุทธเจ้า ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งเรียกว่าวันวิสาขบูชา เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
วันของพระธรรม ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระธรรมเป็นครั้งแรก โดยแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร
และ วันของพระสงฆ์ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 และปีนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 4 ซึ่งเรียกว่าวันมาฆบูชา และที่เรียกว่าวันมาฆบูชานั้นเป็นไปตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าประเทศพุทธศาสนาทั้งหลายและความอันมีมาในพระ ไตรปิฎกนั้น วันมาฆบูชาเป็นวันที่สำคัญมากที่สุดวันหนึ่ง จึงทรงโปรดให้มีการพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก
ต่อมาทางราชการโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งของสงฆ์ และฆราวาสก็ได้เผยแพร่อบรมสั่งสอนเยาวชนคนไทยว่า วันมาฆบูชามีความสำคัญ เรียกว่าเป็นวันจาตุรงคสันนิบาตเพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างเกิดขึ้น
คือเป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญเสวยมาฆะฤกษ์ เป็นวันที่พระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายมีจำนวน 1,250 รูป พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพที่ได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา จากพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เอง และเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์
มีการอธิบายขยายความด้วยว่า เหตุที่พระอรหันต์ 1,250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายเพราะเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน มีความคุ้นเคยที่จะต้องมาชุมนุมกันในวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระศิวะเสด็จออกตรวจโลก คือเป็นวันศิวาราตรี
สอนกันไปสอนกันมาอย่างนี้ ชาวพุทธบ้านเราก็รับรู้และมีความเชื่อแล้วถือเอาความสำคัญของวันมาฆบูชาแต่ เพียงวันจาตุรงคสันนิบาตนี้ จึงทำให้แก่นแท้ของวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนานี้ต้องเจือจางไป และทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์อันพึงได้ในโอกาสอันสำคัญนี้
ความ จริงแล้วที่อบรมสั่งสอนกันมานั้นเป็นเรื่องห่างเหินผิดเพี้ยนไปจากเรื่องราว ที่เป็นจริงมากมาย เป็นเรื่องน่าละอายของชาวพุทธบ้านเราที่ใครๆ เขายกย่องว่าเป็นเมืองของพระพุทธศาสนา ที่ว่าผิดเพี้ยนอย่างไรและเนื้อแท้เป็นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความ เข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งในเทศกาลอันสำคัญนี้
ประการแรก ฐานะของวันเพ็ญเดือน 3 และพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี เพราะในช่วงเดือน 3 หรือเดือน 4 ในกรณีเป็นปีอธิกมาสนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวลูกไก่หรือดาวกฤตติกา หรือดาวมาฆะ จึงเรียกช่วงเวลาเดือนนี้ว่ามาฆะมาส เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี และในช่วงเดือนหนึ่งก็ย่อมมีวันพระจันทร์เพ็ญ จึงมีปรากฏการณ์พระจันทร์เพ็ญในขณะเสวยหรือโคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะ
ประการที่สอง พระอรหันต์ 1,250 รูปนั้น พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เองก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เพราะช่วงนั้นเป็นพรรษาแรกของโพธิกาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตรัสรู้คือวันเพ็ญเดือน 6 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 3 รวมเวลา 9 เดือน พระสาวกทั้งหลายล้วนได้รับการบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น เพราะช่วงนั้นยังมิได้ประทานวิธีบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทาและญัตติจตุตถกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้
ประการที่สาม พระอรหันต์ขีนาสพ 1,250 รูปนั้นไม่ได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายดังที่กล่าวอ้างกันมา แต่เป็นพระอรหันต์ที่พำนักอยู่ที่สวนลัฏฐิวัน ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ใกล้กับพระราชวังของพระเจ้าพิมพิสาร พระมหาราชเจ้าแห่งแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจของอินเดียในยุคนั้น
ตรง นี้สำคัญและต้องกล่าวด้วยว่า ณ วันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลนั้น มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว 1,340 รูป ทั้งนี้ไม่นับรวมพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระอรหันต์ 1,340 รูปนั้นคือกลุ่มปัญจวัคคีย์ 5 รูป พระยัสสะและเพื่อนกลุ่มแรก 5 รูป พวกเพื่อนของพระยัสสะกลุ่มที่สองอีก 50 รูป กลุ่มภัททวัคคีย์จำนวน 30 รูป กลุ่มพวกชฎิล 3 พี่น้อง 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ 250 รูป
ในจำนวน 1,340 รูปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสสั่งให้แยกย้ายกันไปประกาศพระพุทธศาสนาก่อน 2 ชุด รวม 90 รูป
กลุ่มแรก จำนวน 60 รูป ได้แก่กลุ่มของปัญจวัคคีย์ 5 รูป และกลุ่มของพระยัสสะ 55 รูป
กลุ่มที่สอง จำนวน 30 รูป ได้แก่กลุ่มของภัททวัคคีย์
ดังนั้นจึงมีพระอรหันต์เหลืออยู่ที่สวนลัฏฐิวันในวันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลเพียง 1,250 รูป หรือกล่าวง่ายๆ ว่าที่เหลืออยู่นั้นเป็นพระอรหันต์จาก 2 กลุ่มเดิมคือกลุ่มชฎิล 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ 250 รูป
ในกลุ่มของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ 250 รูปนั้นปรากฏว่าหลังจากบวชแล้วเพื่อนๆ ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อน ต่อมาพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ตาม เหลือพระสารีบุตรเป็นองค์สุดท้ายที่บรรลุช้ากว่าใครเพราะมีปัญญาและมีความ สงสัยในเรื่องราวต่างๆ มาก
ในตอนกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3 ปีนั้น หลังจากที่ทรงนำคณะชฎิลไปที่สวนลัฏฐิวันแล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดทีฆนขะปริพาชกที่ถ้ำสุกรขาตาเชิงเขาคิชฌกูฏ โดยพระสารีบุตรได้ตามเสด็จไปถวายงานพัด
ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชกนั้น พระสารีบุตรก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นพระอรหันต์องค์ที่ 1,340 และเป็นพระอรหันต์ที่ทำให้จำนวนพระอรหันต์ซึ่งอยู่ที่สวนลัฏฐิวันครบ 1,250 รูปในวันนั้น โดยที่พระทีฆนขะแม้เมื่อได้ฟังธรรมแล้วในวันนั้นก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระ อรหันต์
ดัง นั้น พระอรหันต์ 1,250 รูป จึงมิได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายแต่ประการใด และในวันนั้นก็ไม่ใช่วันศิวาราตรี เพราะวันที่พระศิวะตรวจโลกจะอยู่ในช่วงเดือน 11 ไม่ใช่อยู่ในช่วงเดือน 3 ที่สำคัญคือพระอรหันต์ 1,250 รูปนั้นไม่มีรูปใดเป็นพราหมณ์เลย เพราะพื้นเดิมนั้นเป็นพวกชฎิลและปริพาชก ซึ่งเป็นคนละพวกกับพราหมณ์
เมื่อโปรดพระทีฆนขะแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จกลับสวนลัฏฐิวันพร้อมกับพระสารีบุตรซึ่งบรรลุเป็นพระ อรหันต์แล้ว ค่ำคืนนั้นเป็นคืนเพ็ญ พระจันทร์เด่นกระจ่างกลางเวหา ทอสาดแสงนวลตา และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ได้นั่งชุมนุมกันเพื่อฟังธรรมตามปกติ
พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ณ โอกาสและกาละอันนั้น
พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแก่พระอรหันต์ทั้งหลายว่า การประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่นั้นเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอดีตพระพุทธเจ้าบางพระองค์มีโพธิกาลยาวมาก มีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ 2-3 ครั้งก็มี แต่ในโพธิกาลของพระองค์นั้นสั้น ดังนั้นจึงมีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวนี้
ดัง นั้นชาวพุทธจึงพึงเข้าใจว่า การประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ในวันเพ็ญเดือน 3 ในโพธิกาลเพื่อแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นกรณียกิจหรือประเพณีของพระ พุทธเจ้าทุกพระองค์
โอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดงในราตรีนั้น มีความว่า
“ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่านิพพานเป็นบรมธรรม
ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่ทำบาปทั้งปวง
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น
การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ความสำรวมในปาติโมกข์
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร
การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด
การประกอบความเพียรในอธิจิต
นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”
วันนี้ เนื้อที่มีเท่านี้แหละ ขอท่านทั้งหลายพึงน้อมนำและรับเอาประโยชน์แห่งโอวาทปาติโมกข์ให้เสมือนหนึ่ง ได้นั่งสดับอยู่เบื้องหน้าพระตถาคตเจ้านั้นเถิด.
Saturday, February 27, 2010
"มาฆบูชา" วันแห่งความรัก
"มาฆบูชา" วันแห่งความรัก
ความรักของสมเด็จพระพุทธองค์ สูงส่งบริสุทธิ์ผ่องใส
ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้โทษไม่ให้ภัย แก่ชีวิตจิตใจใดทั้งนั้น
ด้วยทรงมีความรักบริสุทธิ์สูงส่ง ไม่มีเสมอเหมือน
พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาได้กว้างใหญ่ไพศาล
ไม่มีขอบเขต ทั้งแก่พรหมเทพ มนุษย์สัตว์
ปรากฏแจ้งชัดใน โอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา
พึงไม่ทำบาปทั้งปวง
พึ่งทำกุศลให้ถึงพร้อม
พึงรักษาจิตของตนให้ผ่องใส
บาปย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนไม่ให้ทำ
กุศลย่อมเป็นคุณแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้ทำ
จิตผ่องใสคือจิตที่ไกลได้จากกิเลสโกรธหลง ที่มีอยู่เต็มโลก
ย่อมให้ความสุขสงบอย่างยิ่งจนถึงเป็นบรมสุข
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้รักษาจิตของตน
: แสงส่องใจ มาฆบูชา ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕
: สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ที่มา dhammajak.net
ความรักของสมเด็จพระพุทธองค์ สูงส่งบริสุทธิ์ผ่องใส
ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้โทษไม่ให้ภัย แก่ชีวิตจิตใจใดทั้งนั้น
ด้วยทรงมีความรักบริสุทธิ์สูงส่ง ไม่มีเสมอเหมือน
พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาได้กว้างใหญ่ไพศาล
ไม่มีขอบเขต ทั้งแก่พรหมเทพ มนุษย์สัตว์
ปรากฏแจ้งชัดใน โอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา
พึงไม่ทำบาปทั้งปวง
พึ่งทำกุศลให้ถึงพร้อม
พึงรักษาจิตของตนให้ผ่องใส
บาปย่อมก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนไม่ให้ทำ
กุศลย่อมเป็นคุณแก่ผู้ทำและผู้อื่น
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้ทำ
จิตผ่องใสคือจิตที่ไกลได้จากกิเลสโกรธหลง ที่มีอยู่เต็มโลก
ย่อมให้ความสุขสงบอย่างยิ่งจนถึงเป็นบรมสุข
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนให้รักษาจิตของตน
: แสงส่องใจ มาฆบูชา ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕
: สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ที่มา dhammajak.net
Tuesday, February 23, 2010
การฝึกตนให้มีสติควบคุมจิต
การฝึกตนให้มีสติควบคุมจิต
โดยพระอาจารย์ ประสิทธิ์ ปุญญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
การฝึกตนให้มี สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นสิ่ง สำคัญต่อการดำรงชีวิต
ผู้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จะเป็นผู้ได้ รับประโยชน์ การกระทำกิจการใดๆ ก็ลุล่วงไปด้วยดี ไม่ค่อย มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น
๑. มีสติรู้ตัว รู้ลมหายใจเข้า-ออก
มีสติอยู่รู้ว่า ขณะนี้ หายใจเข้ายาว-หายใจออกยาว ก็รู้อยู่
หายใจเข้าสั้น-หายใจออกสั้น ก็รู้อยู่
อาจจะ ใช้คำภาวนาในใจ อย่างใดกำกับตามไปด้วยก็ได้
๒. มีสติรู้ตัว ตามรู้จิต
เมื่อมีสติ รู้ลมหายใจอยู่ ก็ตามรู้จิต
ธรรมชาติของจิต มีความหลุกหลิก กลิ้งกลอกอ่อนไหว ว่องไว คิดเรื่อยเปื่อยไปได้ทั้งดีและชั่ว ต้องใช้สติต่างเชือกมัดจิตไว้กับหลัก คือลมหายใจให้ได้ จิตคิดวิ่งไปที่ไหน ก็ใช้สติระลึกรู้ตาม ไปประคองจิตไว้ไม่ให้คิดในเรื่องชั่ว อันเป็น บาปทุจริต ประคอง จิตไว้ให้คิดในเรื่องดี อันเป็นบุญสุจริต เท่านั้น ความผ่องใส ในจิตจะเกิดเพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะค่อยสิ้นไป
๓. มีสติรู้ตัวทุกอิริยาบถของร่างกาย
มีสติระลึก รู้ตัวตั้งแต่ตื่น นอนลืมตาขึ้นมาว่า ตื่นแล้วกำลังจะลุกขึ้นนั่ง ย่างก้าวเดินเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ ขับถ่าย ๆลๆ มีสติระลึกรู้ตัวไปทั่วทุกสิ่ง ทั่วทุกอิริยาบถ เคลื่อนไหว ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา ก้าวหน้า ถอยหลัง ก็ทำสติตามรู้ทุกอย่างไป แม้จะยังไม่บริบูรณ์ ด้วยจิตหนีหายหลบไป เมื่อรู้ตัวก็กำหนดสติต่อไป จะเกิดผล เป็นผู้มีพลัง สติคุมจิต ตั้งมั่นเกิดสมาธิ
๔. มีสติรู้ตัวพิจารณาให้เห็นความจริง มีสติพิจารณา ในความเป็น ธรรมชาติ ที่มีเห็นอยู่ รอบๆ ตัวเรานี้ ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง คงทนถาวรอยู่ไม่ได้ตลอดไป เกิดมีขึ้นแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ดับหายตายจากไป ไม่เราจากสิ่งนั้นไปก่อน สิ่งนั้น ก็ จากเราไปก่อน ไม่มีใครจะยึดเหนี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ได้ เป็น ธรรมชาติที่เลื่อนไหลไปอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดาอย่ายึดถือไว้เป็นความทุกข์
๕. มีสติรู้ตัว ถอนความยึดถือ ในตัวตนเสีย มีสติพิจารณา ดูลงไป ที่ตัวเราเองว่า มีอะไรบ้าง หรือที่เราบังคับได้บ้าง ร่างกายนี้ตั้งแต่เกิดมา มีแต่ ความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง เกิดมาได้อย่างไร ไม่รู้ตัว เลย(หรือใครรู้ตัวบ้างช่วยบอกที) มารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อเติบโตพอจำความได้แล้ว ก็มีความเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดยั้ง แล้วก็ต้องตายไป ทำพิธีต่ออาย ุสืบชะตาอย่างไร ก็ต้องตายทุกคน แล้วจะยึดถือว่าเป็นตัวเรา ของเราได้อย่างไร ตายแล้วไม่เผาได ก็ฝังดินเท่านั้นเอง มันเป็นเพียงธรรมชาติ ที่เกิด ขึ้นแล้วก็ดับไป เราเพียงยืมใช้ได้อาศัยศึกษา รักษาไว้เป็นพาหนะ ให้ทำความดี เพื่อข้ามวัฎสงสารเท่านั้น
๖. มีสติรู้ตัว พูดจาให้น้อยลง พูดเท่าที่จำเป็น จะต้องพูด ด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่ การ พูดมากมีโอกาสพูดผิดได้มาก ไม่เกิดประโยชน์แล้วยังเป็นโทษอีกด้วย เป็นผู้ฟังแล้วตามคิด เลือกจำสิ่งดีๆ มาใช้จะได้ประโยชน์ กว่าคนพูดมาก มักขาดสติง่าย เป็นผู้ฟังที่โทษน้อย หรือไม่มีเลย แต่เป็นผู้ได้รู้มากกว่าผู้พูด
ทั้ง ๖ ข้อนี้ ที่กล่าวมาแล้วนี้
เป็นสิ่งที่ควรสนใจฝึกอบรมสติ ควบคุมจิต ให้เกิดพลังจิตที่มีประสิทธิภาพ ที่ควรแก่การงาน การกระทำกิจการงานใดๆ จะมีความสำเร็จ ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นฐานที่ถูกต้องต่อการดำรงชีวิต
และการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า เจริญสู่ขั้นสูงได้ง่าย ต่อไป การฝึกฝนตนเอง ด้วยการมีสติควบคุมจิต ต้องใช้ความเพียรอย่างมาก เพียงใดก็ตาม ก็ อย่า ได้มีความท้อถอย ที่ใดมีความตั้งใจจริง เพียรพยายามอยู่ ความสำเร็จย่อมมี ตามมาอย่างมิสงสัย
นำมาจาก
http://www.dhammajak...pic.php?t=13099
โดยพระอาจารย์ ประสิทธิ์ ปุญญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
การฝึกตนให้มี สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นสิ่ง สำคัญต่อการดำรงชีวิต
ผู้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จะเป็นผู้ได้ รับประโยชน์ การกระทำกิจการใดๆ ก็ลุล่วงไปด้วยดี ไม่ค่อย มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น
๑. มีสติรู้ตัว รู้ลมหายใจเข้า-ออก
มีสติอยู่รู้ว่า ขณะนี้ หายใจเข้ายาว-หายใจออกยาว ก็รู้อยู่
หายใจเข้าสั้น-หายใจออกสั้น ก็รู้อยู่
อาจจะ ใช้คำภาวนาในใจ อย่างใดกำกับตามไปด้วยก็ได้
๒. มีสติรู้ตัว ตามรู้จิต
เมื่อมีสติ รู้ลมหายใจอยู่ ก็ตามรู้จิต
ธรรมชาติของจิต มีความหลุกหลิก กลิ้งกลอกอ่อนไหว ว่องไว คิดเรื่อยเปื่อยไปได้ทั้งดีและชั่ว ต้องใช้สติต่างเชือกมัดจิตไว้กับหลัก คือลมหายใจให้ได้ จิตคิดวิ่งไปที่ไหน ก็ใช้สติระลึกรู้ตาม ไปประคองจิตไว้ไม่ให้คิดในเรื่องชั่ว อันเป็น บาปทุจริต ประคอง จิตไว้ให้คิดในเรื่องดี อันเป็นบุญสุจริต เท่านั้น ความผ่องใส ในจิตจะเกิดเพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะค่อยสิ้นไป
๓. มีสติรู้ตัวทุกอิริยาบถของร่างกาย
มีสติระลึก รู้ตัวตั้งแต่ตื่น นอนลืมตาขึ้นมาว่า ตื่นแล้วกำลังจะลุกขึ้นนั่ง ย่างก้าวเดินเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ ขับถ่าย ๆลๆ มีสติระลึกรู้ตัวไปทั่วทุกสิ่ง ทั่วทุกอิริยาบถ เคลื่อนไหว ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา ก้าวหน้า ถอยหลัง ก็ทำสติตามรู้ทุกอย่างไป แม้จะยังไม่บริบูรณ์ ด้วยจิตหนีหายหลบไป เมื่อรู้ตัวก็กำหนดสติต่อไป จะเกิดผล เป็นผู้มีพลัง สติคุมจิต ตั้งมั่นเกิดสมาธิ
๔. มีสติรู้ตัวพิจารณาให้เห็นความจริง มีสติพิจารณา ในความเป็น ธรรมชาติ ที่มีเห็นอยู่ รอบๆ ตัวเรานี้ ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง คงทนถาวรอยู่ไม่ได้ตลอดไป เกิดมีขึ้นแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ดับหายตายจากไป ไม่เราจากสิ่งนั้นไปก่อน สิ่งนั้น ก็ จากเราไปก่อน ไม่มีใครจะยึดเหนี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ได้ เป็น ธรรมชาติที่เลื่อนไหลไปอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดาอย่ายึดถือไว้เป็นความทุกข์
๕. มีสติรู้ตัว ถอนความยึดถือ ในตัวตนเสีย มีสติพิจารณา ดูลงไป ที่ตัวเราเองว่า มีอะไรบ้าง หรือที่เราบังคับได้บ้าง ร่างกายนี้ตั้งแต่เกิดมา มีแต่ ความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง เกิดมาได้อย่างไร ไม่รู้ตัว เลย(หรือใครรู้ตัวบ้างช่วยบอกที) มารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อเติบโตพอจำความได้แล้ว ก็มีความเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดยั้ง แล้วก็ต้องตายไป ทำพิธีต่ออาย ุสืบชะตาอย่างไร ก็ต้องตายทุกคน แล้วจะยึดถือว่าเป็นตัวเรา ของเราได้อย่างไร ตายแล้วไม่เผาได ก็ฝังดินเท่านั้นเอง มันเป็นเพียงธรรมชาติ ที่เกิด ขึ้นแล้วก็ดับไป เราเพียงยืมใช้ได้อาศัยศึกษา รักษาไว้เป็นพาหนะ ให้ทำความดี เพื่อข้ามวัฎสงสารเท่านั้น
๖. มีสติรู้ตัว พูดจาให้น้อยลง พูดเท่าที่จำเป็น จะต้องพูด ด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่ การ พูดมากมีโอกาสพูดผิดได้มาก ไม่เกิดประโยชน์แล้วยังเป็นโทษอีกด้วย เป็นผู้ฟังแล้วตามคิด เลือกจำสิ่งดีๆ มาใช้จะได้ประโยชน์ กว่าคนพูดมาก มักขาดสติง่าย เป็นผู้ฟังที่โทษน้อย หรือไม่มีเลย แต่เป็นผู้ได้รู้มากกว่าผู้พูด
ทั้ง ๖ ข้อนี้ ที่กล่าวมาแล้วนี้
เป็นสิ่งที่ควรสนใจฝึกอบรมสติ ควบคุมจิต ให้เกิดพลังจิตที่มีประสิทธิภาพ ที่ควรแก่การงาน การกระทำกิจการงานใดๆ จะมีความสำเร็จ ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นฐานที่ถูกต้องต่อการดำรงชีวิต
และการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า เจริญสู่ขั้นสูงได้ง่าย ต่อไป การฝึกฝนตนเอง ด้วยการมีสติควบคุมจิต ต้องใช้ความเพียรอย่างมาก เพียงใดก็ตาม ก็ อย่า ได้มีความท้อถอย ที่ใดมีความตั้งใจจริง เพียรพยายามอยู่ ความสำเร็จย่อมมี ตามมาอย่างมิสงสัย
นำมาจาก
http://www.dhammajak...pic.php?t=13099
หนังสือลักษณะไทย
หนังสือชุด 'ลักษณะไทย'
30 กันยายน 2552
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของคนไทย ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้เป็นธนาคารพาณิชย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่วันที่ ๑๗ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ มีความประสงค์ที่จะดำเนินการจัดทำหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดสมบูรณ์ครบ ๔ เล่ม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสอันเป็นมิ่งมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน ๒,๐๐๐ ชุด หรือ ๘,๐๐๐ เล่ม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์รับมอบในวันจันทร์ที่ ๓๐ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ทั้งนี้ หนังสือส่วนหนึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่วนที่เหลือทั้งหมดได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ธนาคารดำเนินการส่งมอบให้แก่ห้องสมุดสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นวิทยาทานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ โดยหนังสือชุดนี้จะไม่มีวางจำหน่าย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดก ของชาติสืบไป
โครงการจัดทำหนังสือชุด “ลักษณะไทย” นี้ เกิดขึ้นจากดำริของคุณบุญชู โรจนเสถียร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เมื่อยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ด้วยความพยายามและความปราถนาอันเป็นปณิธานของธนาคารกรุงเทพ ในการอุทิศงานทางวิชาการให้แก่การศึกษาของชาติ และมีส่วนสร้างสรรค์งาน เพื่อจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและชาติบ้าน เมือง ซึ่งในที่สุดก็เห็นว่า เรื่องราวและความเป็นมาของชนชาติไทยที่แสดงออกในรูปของศิลปวัตถุ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ ดนตรี ตลอดจนศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ อันเป็นมรดกต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ก่อประโยชน์ในด้านการใช้สอย การสนองอารมณ์และอำนาจ ความสุขสบายแก่ชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ประกอบกันเป็น ‘ลักษณะไทย’ ที่ควรแก่การศึกษาและน่ารู้น่าติดตาม สมควรประมวลเข้าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของชาติไทยได้อีกทาง หนึ่ง ธนาคารได้เริ่มดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เพื่อให้เป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับลักษณะไทย และวัฒนธรรมไทยในทุกๆ ด้านไว้ เนื้อหาภายในเล่มล้วนเป็นผลงานของนักวิชาการไทยผู้เป็นปราชญ์ในแต่ละสาขา ที่ได้ศึกษาเรื่องราวเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ และมีสาระเกี่ยวข้องกับความเป็นไทย ดังคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรณาธิการท่านแรก ว่า “... ด้วยเจตนาเพื่อการเรียนรู้ถึงลักษณะไทย ด้วยการมองเมืองไทยและคนไทย โดยผ่านทางวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม อันเป็นมรดกตกทอด จากรุ่นสู่รุ่นนับแต่อดีต...” หนังสือชุดนี้จึงเป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการ อันมีเนื้อหาสาระครอบคลุมเรื่องราวความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทุกด้าน ที่ทรงคุณค่า ด้วยความวิริยะอุตสาหะพยายามของนักวิชาการ ในการศึกษาค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียง เป็นเวลายาวนานกว่า ๓๐ ปี
การจัดทำหนังสือชุด นี้ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กรุณารับเป็นบรรณาธิการท่านแรก และพันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้รับช่วงดำเนินงานต่อมาจนสำเร็จเรียบร้อยในปัจจุบัน โดยธนาคารได้เชิญนักวิชาการทั้งจากสถาบันภาครัฐและเอกชน และนักวิชาการอิสระ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถพอที่จะยึดถือเป็นหลักฐานได้ มาร่วมเขียนบทความทางด้านวัฒนธรรมแต่ละแขนงที่ตนมีความสนใจและเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ผู้เขียนส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จึงได้ทำการค้นคว้าเรื่องราวต่างๆ และได้เขียนขึ้นด้วยตนเองเป็นเวลาหลายปี และด้วยทุนสนับสนุนของทางธนาคาร ทำให้นักวิชาการแต่ละท่านสามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม และจัดทำภาพประกอบแนวความคิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการศึกษาค้นคว้าเพื่อหนังสือเล่มนี้ อาจารย์เหล่านี้ได้รวบรวมอาจารย์ผู้เยาว์และนักศึกษา เข้ามาช่วยงานวิจัย ดังนั้นนอกเหนือไปจากการนำข้อมูลการวิจัยมารวบรวมจัดพิมพ์แล้ว หนังสือชุดนี้ยังมีส่วนช่วยอบรมและสร้างนักวิจัยรุ่นเยาว์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ในหลายสถาบันการศึกษา ซึ่งจะมีผลระยะยาวในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมไทยต่อไปในอนาคต สำหรับหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดพิเศษเฉลิมพระเกียรติ แบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น ๔ เล่มใหญ่ ดังนี้
ลักษณะไทยเล่มที่ ๑ “พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๒ “ภูมิหลัง”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๓ “ศิลปะการแสดง”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๔ “วัฒนธรรมพื้นบ้าน”
จาก ข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และทุ่มเทของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหาร และทีมงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้คิดริเริ่ม ให้ทุนทรัพย์อุดหนุน และเป็นกำลังสำคัญในการจัดพิมพ์หนังสือชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมุมานะพยายามในการวิจัยค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับ วัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ กัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องราว และประสบการณ์ที่สั่งสมมาด้วยระยะเวลาอันยาวนาน และนำมาศึกษาเชิงวิเคราะห์เพื่อแสวงหาลักษณะไทย กลั่นออกมาเป็นผลงานที่ได้เขียนขึ้นด้วยตนเองเป็นเวลาหลายปีของนักวิชาการ ไทยจากต่างสาขาอาชีพ ในการจัดทำหนังสือที่ทรงคุณค่าชุดนี้เพื่อให้เป็นบรรณานุสรณ์ของบรรพชนไทย และยึดถือเป็นหลักฐานในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมไทยต่อไปในอนาคต
บัด นี้ปฏิธานของธนาคารได้บรรลุผลสำเร็จดีทุกประการแล้ว ธนาคารจึงขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช และนักวิชาการร่วมโครงการทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เป็นกำลังสำคัญแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ ธนาคารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดนี้ จะอำนวยประโยชน์แก่สิกขกามบุคคลอย่างกว้างขวางสืบไปตลอดกาลนาน
http://www.laksanathai.com/index.aspx
30 กันยายน 2552
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของคนไทย ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้งให้เป็นธนาคารพาณิชย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่วันที่ ๑๗ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ มีความประสงค์ที่จะดำเนินการจัดทำหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดสมบูรณ์ครบ ๔ เล่ม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสอันเป็นมิ่งมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน ๒,๐๐๐ ชุด หรือ ๘,๐๐๐ เล่ม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์รับมอบในวันจันทร์ที่ ๓๐ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ทั้งนี้ หนังสือส่วนหนึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่วนที่เหลือทั้งหมดได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ธนาคารดำเนินการส่งมอบให้แก่ห้องสมุดสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นวิทยาทานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ โดยหนังสือชุดนี้จะไม่มีวางจำหน่าย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดก ของชาติสืบไป
โครงการจัดทำหนังสือชุด “ลักษณะไทย” นี้ เกิดขึ้นจากดำริของคุณบุญชู โรจนเสถียร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เมื่อยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ด้วยความพยายามและความปราถนาอันเป็นปณิธานของธนาคารกรุงเทพ ในการอุทิศงานทางวิชาการให้แก่การศึกษาของชาติ และมีส่วนสร้างสรรค์งาน เพื่อจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและชาติบ้าน เมือง ซึ่งในที่สุดก็เห็นว่า เรื่องราวและความเป็นมาของชนชาติไทยที่แสดงออกในรูปของศิลปวัตถุ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ ดนตรี ตลอดจนศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ อันเป็นมรดกต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ก่อประโยชน์ในด้านการใช้สอย การสนองอารมณ์และอำนาจ ความสุขสบายแก่ชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ประกอบกันเป็น ‘ลักษณะไทย’ ที่ควรแก่การศึกษาและน่ารู้น่าติดตาม สมควรประมวลเข้าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของชาติไทยได้อีกทาง หนึ่ง ธนาคารได้เริ่มดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เพื่อให้เป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับลักษณะไทย และวัฒนธรรมไทยในทุกๆ ด้านไว้ เนื้อหาภายในเล่มล้วนเป็นผลงานของนักวิชาการไทยผู้เป็นปราชญ์ในแต่ละสาขา ที่ได้ศึกษาเรื่องราวเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ และมีสาระเกี่ยวข้องกับความเป็นไทย ดังคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรณาธิการท่านแรก ว่า “... ด้วยเจตนาเพื่อการเรียนรู้ถึงลักษณะไทย ด้วยการมองเมืองไทยและคนไทย โดยผ่านทางวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม อันเป็นมรดกตกทอด จากรุ่นสู่รุ่นนับแต่อดีต...” หนังสือชุดนี้จึงเป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการ อันมีเนื้อหาสาระครอบคลุมเรื่องราวความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทุกด้าน ที่ทรงคุณค่า ด้วยความวิริยะอุตสาหะพยายามของนักวิชาการ ในการศึกษาค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียง เป็นเวลายาวนานกว่า ๓๐ ปี
การจัดทำหนังสือชุด นี้ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กรุณารับเป็นบรรณาธิการท่านแรก และพันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้รับช่วงดำเนินงานต่อมาจนสำเร็จเรียบร้อยในปัจจุบัน โดยธนาคารได้เชิญนักวิชาการทั้งจากสถาบันภาครัฐและเอกชน และนักวิชาการอิสระ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถพอที่จะยึดถือเป็นหลักฐานได้ มาร่วมเขียนบทความทางด้านวัฒนธรรมแต่ละแขนงที่ตนมีความสนใจและเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ผู้เขียนส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จึงได้ทำการค้นคว้าเรื่องราวต่างๆ และได้เขียนขึ้นด้วยตนเองเป็นเวลาหลายปี และด้วยทุนสนับสนุนของทางธนาคาร ทำให้นักวิชาการแต่ละท่านสามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม และจัดทำภาพประกอบแนวความคิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการศึกษาค้นคว้าเพื่อหนังสือเล่มนี้ อาจารย์เหล่านี้ได้รวบรวมอาจารย์ผู้เยาว์และนักศึกษา เข้ามาช่วยงานวิจัย ดังนั้นนอกเหนือไปจากการนำข้อมูลการวิจัยมารวบรวมจัดพิมพ์แล้ว หนังสือชุดนี้ยังมีส่วนช่วยอบรมและสร้างนักวิจัยรุ่นเยาว์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ในหลายสถาบันการศึกษา ซึ่งจะมีผลระยะยาวในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมไทยต่อไปในอนาคต สำหรับหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดพิเศษเฉลิมพระเกียรติ แบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น ๔ เล่มใหญ่ ดังนี้
ลักษณะไทยเล่มที่ ๑ “พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๒ “ภูมิหลัง”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๓ “ศิลปะการแสดง”
ลักษณะไทยเล่มที่ ๔ “วัฒนธรรมพื้นบ้าน”
จาก ข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น สามารถแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และทุ่มเทของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหาร และทีมงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้คิดริเริ่ม ให้ทุนทรัพย์อุดหนุน และเป็นกำลังสำคัญในการจัดพิมพ์หนังสือชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมุมานะพยายามในการวิจัยค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับ วัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ กัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องราว และประสบการณ์ที่สั่งสมมาด้วยระยะเวลาอันยาวนาน และนำมาศึกษาเชิงวิเคราะห์เพื่อแสวงหาลักษณะไทย กลั่นออกมาเป็นผลงานที่ได้เขียนขึ้นด้วยตนเองเป็นเวลาหลายปีของนักวิชาการ ไทยจากต่างสาขาอาชีพ ในการจัดทำหนังสือที่ทรงคุณค่าชุดนี้เพื่อให้เป็นบรรณานุสรณ์ของบรรพชนไทย และยึดถือเป็นหลักฐานในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมไทยต่อไปในอนาคต
บัด นี้ปฏิธานของธนาคารได้บรรลุผลสำเร็จดีทุกประการแล้ว ธนาคารจึงขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช และนักวิชาการร่วมโครงการทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เป็นกำลังสำคัญแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ ธนาคารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ ‘ลักษณะไทย’ ชุดนี้ จะอำนวยประโยชน์แก่สิกขกามบุคคลอย่างกว้างขวางสืบไปตลอดกาลนาน
http://www.laksanathai.com/index.aspx
Friday, February 5, 2010
Subscribe to:
Posts (Atom)

