Tuesday, December 4, 2007
Saturday, November 17, 2007
5 คำถาม 3 กิเลส ที่บั่นทอนประเทศชาติ
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ โดย พระไพศาล วิสาโล
-1-เหตุการณ์นักเรียนหญิงตบตีกันในห้องเรียนที่จังหวัดลำพูนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ดี กรณีนักศึกษาสาวสาดน้ำร้อนใส่หน้าหญิงสาวอีกคนหนึ่งในร้านสะดวกซื้อกลางกรุงในเวลาไล่เลี่ยกันก็ดี แม้จะต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็เริ่มต้นด้วยประโยคเดียวกัน นั่นคือ"มึงมองหน้ากูทำไม?"
อ่านต่อ
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_17rxm94x&revision=_latest
-1-เหตุการณ์นักเรียนหญิงตบตีกันในห้องเรียนที่จังหวัดลำพูนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ดี กรณีนักศึกษาสาวสาดน้ำร้อนใส่หน้าหญิงสาวอีกคนหนึ่งในร้านสะดวกซื้อกลางกรุงในเวลาไล่เลี่ยกันก็ดี แม้จะต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็เริ่มต้นด้วยประโยคเดียวกัน นั่นคือ"มึงมองหน้ากูทำไม?"
อ่านต่อ
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_17rxm94x&revision=_latest
Thursday, November 1, 2007
จิต-วิญญาณ

จิต-วิญญาณ
โดย พระครูพัฒนากิจจานุกรักษ์ (หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม)
ความทุกข์เกิดจากการที่วิญญาณของคนเราอยากเกิดอยากตาย อยากเกิดเป็นเศรษฐี อยากเกิดเป็นเทวดา ทำบุญแล้วขอให้เกิดเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นการขอที่ขาดทุน ถ้าจะให้ได้กำไรล้วนก็ต้องปรารถนาไปนิพพานอย่างเดียว
ในตัวคนเรานี้มี ๓๓ จิต จิตที่ใหญ่ที่สุด พญาจิต เรียกว่าวิญญาณ อวัยวะทั้ง ๓๒ อย่างในร่างกาย มีจิตบริวารคุมอยู่ ๓๒ จิต ทางเหนือเรียกว่าขวัญ พญาจิตมีเสนาใหญ่อยู่ ๔ นาย คุมตา คุมหู คุมตับปอด คุมมือเท้า ถ้าจิตที่คุมส่วนใดส่วนหนึ่งทิ้งไป เช่น จิตที่คุมตาออกไปตาจะบอด มองอะไรไม่เห็น จิตที่คุมขาออกไปขาจะเดินไม่ได้ จิตที่คุมหูออกไปหูจะไม่ได้ยินเสียง จิตที่คุมผมออกไปผมจะร่วง
ถ้าเสนาใหญ่ ออกไป ๑ นาย จะรู้สึกป่วย
ถ้าเสนาใหญ่ ออกไป ๒ นาย จะรู้สึกป่วยมากขึ้น
ถ้าเสนาใหญ่ ออกไป ๓ นาย จะไม่กินอาหาร
ถ้าเสนาใหญ่ ออกไป ๔ นาย จะตายทันที
เฉพาะคนและสัตว์เท่านั้นที่มี ๓๓ จิต ถ้าเป็นเทวดา หรือเปรตอสุรกายที่ไม่มีกายเนื้อ จะมีเพียงจิตเดียวคือพญาจิต พญาจิตที่ใฝ่ใจในบุญกุศลก็จะไปเป็นเทวดา พรหม พระอรหันต์ พญาจิตที่มีแต่กิเลสตัณหาก็จะไปเป็นเปรตอสุรกาย
วิญญาณที่ไปจุติในที่ต่างๆ คือ พญาจิต ถ้าเป็นวิญญาณที่ดีก็จะไปจุติในเทวโลก พรหมโลก นิพพาน ถ้าเป็นวิญญาณที่เลวร้ายก็จะไปสู่อบายภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย คือ ดินแดนที่ไม่มีกาย
การเกิด วิญญาณที่จะมาจุติเป็นมนุษย์ สัตว์ ต้องหาพรรคพวกบริวารมาอีก ๓๒ จิต จิตบริวารนี้อาจจะดีบ้าง เลวบ้าง บางคนอาจจะรู้สึกว่ามี ๒ พวกอยู่ในตัวเรา พวกหนึ่งหรือใจหนึ่งอยากจะทำแต่สิ่งที่ดี ใจหนึ่งอยากจะทำแต่สิ่งที่ชั่ว บางครั้งจะต่อสู้ขัดแย้งกันภายใน พญาจิตต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อฝ่ายใด
ถ้าพญาจิตทำเหตุที่ดีไว้ จิตบริวารที่ชักชวนกันมารวมตัวกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นจิตดี เป็นจิตนักปราชญ์ จิตผู้มีบุญ เป็นจิตมนุษย์ ถ้าพญาจิตทำแต่กรรมชั่วมา จิตที่มารวมตัวกันเป็นจิตบริวารก็จะเป็นจิตไม่ดี เป็น จิตอมนุษย์ จิตสัตว์เดรัจฉาน จิตเกเร
เมื่อพญาจิตรวบรวมบริวารได้ครบ ๓๒ แล้ว ก็จะมาเกาะอยู่ที่สีข้างขวาของพ่อ ๗ วัน แล้วออกมาทางข้างพ่อทางซ้าย แล้วมาเข้ากระหม่อมของแม่ ๗ วัน แล้วมาตั้งเป็นต่อมเลือด ๗ วัน มาตั้งลำตัวแขนขา (สาขาทั้ง ๕ แห่ง) อีก ๗ วัน แล้วมาตั้งรวบรวมลมเคลื่อนไหวไปมา ๙ เดือนจึงคลอด ถ้าตายในท้องเรียกว่าเอาชาติพันชาติ หรือคลอดแล้วตายก็นับเป็นชาติหนึ่ง เช่น จะมาเกิดใช้หนี้แม่ ๓ คน ๓ ชาติ เผอิญแม่ ๓ คนเกิดมาชาติเดียวกัน ก็ต้องไปเข้าท้องคนนั้นนิด คนนี้หน่อย แล้วก็ย้ายไปอยู่กับคนอื่น
ถ้าอายุ ๗-๘ ปี แต่งงาน อวัยวะในตัวแม่ยังสร้างตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีลูกลูกก็จะอายุสั้น ถ้าอายุ ๑๙, ๒๐, ๒๒ ปี เลือดลมก่อตัวครบถ้วนแล้วลูกก็จะแข็งแรง การตาย ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ถ้าเสนาใหญ่ทั้ง ๔ นายถอนตัวออกจากร่างกาย พญาจิตก็ต้องออกจากร่างไป การออกนั้นจะออกทางใดทางหนึ่งตามกรรมที่ทำมา ถ้าพญาจิตออกทางกระหม่อม (ศีรษะ) ก็ไปนิพพาน ถ้าออกทางปากจะไปเกิดเป็นคน ถ้าออกทางจมูกไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ออกทางตาไปเป็นเปรต ถ้าออกทางขาจะเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ เมื่อคนใกล้จะตายจะสังเกตเห็นได้ ถ้าออกทางกระหม่อมจะกระตุก ถ้าออกทางจมูกจะจาม เป็นต้น การออกจะต้องออกด้วยความแรงเหมือนลูกปืน
จิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพญาจิตจะไม่มาเกิด แต่จิตบริวารของพระพุทธองค์จะมาเกิดอีก จิตบริวารเหล่านี้ถ้าเชื่อพญาจิตที่ดีไม่เชื่ออย่างอื่น มันก็จะเห็นทุกข์และไม่กระทำบาป จิตนั้นจะไปเกิดกับคนดี ร่วมเกิดกับพญาจิตที่ดีไม่ไปอยู่กับคนร้าย จิตตัวนั้นก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป้นพญาจิตเสียเอง ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ได้ในที่สุด เหมือนอย่างพวกลูกๆ มาขอร่วมเกิดกับหลวงพ่อ ไปไหนก็จะไปด้วย ทำบุญก็จะทำด้วย พวกลูกๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้ตามปรารถนา
ที่มา: หนังสือ พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ที่ระลึกในวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปทรงยกบัวยอดฉัตรทองคำ และทรงเปิดป้ายพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ณ พระมหาธาตุเจดีย์สรีเวียงชัย พุทธสถานของวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน วันเสาร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ หน้า ๓๑๔-๓๑๖
Friday, September 28, 2007
วัดเทพธิดาราม
เรื่องบางเรื่อง ก็ยากจะหาคำอธิบาย วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐ พี่เล็กกับฉันได้เดินทางไปทำธุระที่วัดราชนัดดา แต่มาจอดรถไว้ที่วัดเทพธิดาราม เมื่อทำธุระที่วัดราชนัดดาเสร็จเรียบร้อย กลับไม่ได้หาโอกาสเดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรม หรือไหว้พระที่วัดราชนัดดา (ที่มีโลหะปราสาท) แต่เมื่อเดินกลับมายังวัดเทพธิดาราม เห็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่สวยงามมาก จึงได้แวะเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถ
วัดเทพธิดารามนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๙ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิลาส กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สำหรับพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม ก็เหมือนกับพระอุโบสถวัดอื่นๆ ที่สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่หน้าบันจะประดับด้วยชามกระเบื้องเป็นลวดลายดอกไม้ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ถือเป็นเอกลักษณ์ของการสร้างวัดในรัชสมัยนั้น ในพระอุโบสถมีพระพุทธปฏิมาประธาน สร้างด้วยหินสีขาวบริสุทธิ์ ปางมารวิชัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปว่า "พระพุทธเทววิลาส" ประดิษฐานอยู่บนบุษบก มีพระพุทธรูปทรงเครื่องมหาจักรพรรดิ์ ปางห้ามสมุทรประดิษฐานอยู่สองข้างของบุษบก บุษบกนั้นประดับด้วยกระจก ลวดลายละเอียดประณีตบรรจงมาก คงเป็นฝีมือของช่างในราชสำนัก และสะท้อนถึงความศรัทธา และความร่มเย็นของบ้านเมืองในยุคนั้น ที่ทำให้ช่างมีเวลามาออกแบบบุษบก และรังสรรค์งานอันประณีตนี้ได้
ด้านขวาของบุษบก มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ส่วนด้านซ้าย เป็นพระรูปวาด พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
ออกจากพระอุโบสถแล้วเดินชมสถาปัตยกรรมรอบๆ วัด พบว่าบริเวณวัดดูเสื่อมโทรม มีวัสดุกองอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่พบพระเณร ทำให้รู้สึกสลดใจที่สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าอย่างนี้ถูกละเลยจากความสนใจของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชน พี่เล็กบอกว่าวัดนี้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน ๙ วัด ของเกาะรัตนโกสินทร์ที่ การท่องเที่ยวฯ ได้เชิญชวนประชาชนให้มาเที่ยวชม
Wednesday, August 8, 2007
พระอมิตาภพุทธเจ้า

พระอมิตาภพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายาน
ในฝ่ายมหายานแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งสถิตย์อยู่เป็นนิรันดรในสรวงสวรรค์ คือ พระสยัมภูพุทธเจ้า หรือพระอาทิพุทธเจ้า และมีพระพุทธเจ้าอีก 1 พระองค์ เกิดด้วยอำนาจฌานสมาบัติทั้ง 5 ของพระอาทิพุทธเจ้า สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน เรียกว่า พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์
1.พระไวโรจน ทำหัตถ์อย่างปางปฐมเทศนา
2.พระอักโษภยะ ทำหัตถ์อย่างปางมารวิชัย
3.พระรัตนสัมภวะ ทำหัตถ์อย่างปางประทานพร
4.พระอมิตภะ ทำหัตถ์อย่างปางสมาธิ
5.พระอโมฆสิทธะ ทำหัตถ์อย่างปางประทานอภัยต่อมามีเพิ่มขึ้นมาใหม่อีกปางหนึ่ง เรียกว่า พระไภษัชคุรุ ทำพระหัตถ์อย่างปางสมาธิถือวชิระ ดูเป็นหม้อน้ำมนต์หรือผลสมอไปบ้าง เป็นต้นแบบพระกริ่งทั้งปวง สมเด็จพระญาณสังวร, (2539: 148-149)
พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายาน
ในฝ่ายมหายานแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งสถิตย์อยู่เป็นนิรันดรในสรวงสวรรค์ คือ พระสยัมภูพุทธเจ้า หรือพระอาทิพุทธเจ้า และมีพระพุทธเจ้าอีก 1 พระองค์ เกิดด้วยอำนาจฌานสมาบัติทั้ง 5 ของพระอาทิพุทธเจ้า สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน เรียกว่า พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์
1.พระไวโรจน ทำหัตถ์อย่างปางปฐมเทศนา
2.พระอักโษภยะ ทำหัตถ์อย่างปางมารวิชัย
3.พระรัตนสัมภวะ ทำหัตถ์อย่างปางประทานพร
4.พระอมิตภะ ทำหัตถ์อย่างปางสมาธิ
5.พระอโมฆสิทธะ ทำหัตถ์อย่างปางประทานอภัยต่อมามีเพิ่มขึ้นมาใหม่อีกปางหนึ่ง เรียกว่า พระไภษัชคุรุ ทำพระหัตถ์อย่างปางสมาธิถือวชิระ ดูเป็นหม้อน้ำมนต์หรือผลสมอไปบ้าง เป็นต้นแบบพระกริ่งทั้งปวง สมเด็จพระญาณสังวร, (2539: 148-149)
อ่านต่อ...
จริยาวัตรของพระอานนท์

จริยาวัตรของพระอานนท์
ธันยวัฒน์ รัตนสัค
¤¤¤¤
กำเนิดพระอานนท์
พระอานนท์เป็นพระญาติสนิท หรือเป็นลูกผู้น้องของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เพราะพระอานนท์เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ซึ่งเป็นพระราชอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ส่วนพระมารดาของพระอานนท์นั้น ในคัมภีร์มหาวัสตุบอกว่ามีพระนาม มฤคี
ตามตำนานทางพุทธศาสนานั้นกล่าวว่า พระอานนท์ประสูติวันเดือน และปีเดียวกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นสหชาติ ดังนั้นพระบิดาจึงได้ถวายพระอานนท์ให้เป็นพระสหายกับเจ้าชายสิทธัตถะ
อ่านต่อ
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_15d5f33p&revision=_latest
ธันยวัฒน์ รัตนสัค
¤¤¤¤
กำเนิดพระอานนท์
พระอานนท์เป็นพระญาติสนิท หรือเป็นลูกผู้น้องของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เพราะพระอานนท์เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ซึ่งเป็นพระราชอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ส่วนพระมารดาของพระอานนท์นั้น ในคัมภีร์มหาวัสตุบอกว่ามีพระนาม มฤคี
ตามตำนานทางพุทธศาสนานั้นกล่าวว่า พระอานนท์ประสูติวันเดือน และปีเดียวกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเป็นสหชาติ ดังนั้นพระบิดาจึงได้ถวายพระอานนท์ให้เป็นพระสหายกับเจ้าชายสิทธัตถะ
อ่านต่อ
http://docs.google.com/View?docID=dgsdcg4f_15d5f33p&revision=_latest
Tuesday, July 31, 2007
วันอาสาฬหบูชา 2550

วันเกิดปีนี้ ตรงกับวันอาสาฬหบูชา (29 กรกฎาคม 2550) เป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธัมมจักกัปวัตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนา ถือเป็นการเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรก และถือเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ มีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
เนื้อหาของพระธัมมจักกัปวัตนสูตร โดยย่อ ลองไปดูตามลิ้งค์ข้างล่าง
http://docs.google.com/Doc?docid=dgsdcg4f_13c2zz76&hl=en
Subscribe to:
Posts (Atom)


