Monday, March 23, 2009

ศิลปศาสตร์ 18 ประการ



ศิลปศาสตร์ 18 ประการที่สอน ณ สำนักตักศิลา ประกอบด้วย
1. สติ – ความรู้รอบตัว
2. สัมมติ – ความเข้าใจระเบียบ
3. สังขยา – วิชาคำนวณ
4. โยคะหรือยันตรศึกษา – การใช้เครื่องยนต์กลไก
5. นิติ - -นิติศาสตร์ กฎหมาย
6. วิเสสิกา – พณิชยศาสตร์
7. คันธัพพา – วิชาฟ้อนรำขับร้อง
8. คณิกา – วิชากายบริหาร
9. ธนุพเพธา – วิชายิงธนู
10. ปูรณา – วิชาโบราณคดี
11. ติกิจฉา – วิชาแพทย์
12. อิติหิงสา – วิชากาพย์
13. โชติ – ดาราศาสตร์
14. มายา – พิชัยสงคราม
15. เหตุ – เหตุศาสตร์ วิชาหาเหตุผล (เทียบกับตรรกวิทยาในปัจจุบัน)
16. เกตุ – วิชาพูด
17. มันตา – วิชามนต์
18. สัททา – ไวยากรณ์ – การใช้ภาษา

มาถึงสมัยพุทธกาลได้เพิ่มวิชาพุทธวจนะเข้าด้วย หมายความว่านักศึกษาต้องเรียนวิชาการทางศาสนาด้วย มิใช่เรียนแต่วิชาทางโลกอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีไตรเพทของพราหมณ์อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อการศึกษาที่สมบูรณ์

ที่มา: วศิน อินทะสระ, 2544, จอมจักรพรรดิอโศก, (พิมพ์ครั้งที่ 5), กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊ค, หน้า 99-100

Thursday, March 12, 2009

ยกทำให้ต่ำ..ลดทำให้สูง


ยกทำให้ต่ำ..ลดทำให้สูง



เป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา..
ที่ต้องอาศัยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่..
ในสภาพของสังคม..
ที่เกิดการเอารัดเอาเปรียบ..
การแข่งขัน..ชิงดีชิงเด่นกัน..

หากเราไม่พยายามที่เรียนรู้และทำความเข้าใจ...
ทั้งตนเองและผู้อื่น..
ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรา..
ไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้..

สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้สอนถึง..
ความงดงามภายในจิตใจของมนุษย์เราทุกคน..
เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข..
นั่นก็คือ..หลักยกต่ำ..ลดสูง..

จากหลักการดังกล่าวนั้น..
ทำให้เราเกิดมุมมองความคิดเห็น..
ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้..
คือ..การยกตนข่มผู้อื่นนั้น..
ไม่เป็นการดีเลย..
เพราะยิ่งเรายกตนข่มคนอื่น..
ไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นมากเท่าใด..
เราก็จะไม่เห็นคุณค่าในตัวของเราเช่นกัน..

แต่หากเราลดมานะทิฎฐิ..ความเห็นส่วนตัวลงบ้าง..
เพิ่มความอ่อนโยน..มีสัมมาคารวะ..
ทำตนเองให้ต่ำลง..
นั่นชื่อว่า..เป็นการเพิ่มคุณธรรมที่สูงในจิตใจของเรา..

การยกตนเองให้สูงขึ้น..
คนอื่นก็จะต่ำลง..
ไม่ใช่ความงดงามทางคุณธรรม..

แต่การลดตนเองให้ต่ำลง..
แล้วยกผู้อื่นให้สูงขึ้น..
เป็นความงดงามในจิตใจ..
เป็นการเพิ่มระดับคุณธรรมในจิตใจให้สูงขึ้น..

เรายอมลดตนเองย่อเข่าลง..
ทำให้ตนเองต่ำ..
ดีกว่าการใช้ความพยายาม..
ที่จะใช้มือกดศีรษะของผู้อื่นให้ต่ำลง..


บทความ...โดย..ชายน้อย..

Friday, March 6, 2009



อญญถา สนฺตมตฺตานํ อญญถา โย ปเวทเย
นิกจฺจ กิตวสฺเสว ภุตฺตํ เถยฺเยน ตสฺสตํ

บุคคลใด ตนเป็นอย่างหนึ่งกลับประกาศให้คนอื่นรู้อีกอย่างหนึ่ง
บุคคลนั้นชื่อว่าลวงเขาบริโภคโดยความเป็นขโมย
เหมือนนายพรานนกลวงจับนกฉะนั้น

กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ
เอเตน มจฺจา สุชุฌนฺติ โคตฺเตน ธเนนวา

สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ ประการ
คือ การงาน วิชา ธรรม ศีล และชีวิตอันสูงสุด
หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่

พระไตรปิฎก สังยุตนิกาย

Saturday, February 28, 2009

ทางเดินชีวิต




ทางเดินชีวิต

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร watdevaraj@hotmail.com



ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงคือ การเดินทางชนิดหนึ่ง ซึ่งเดินจากความเต็มไปด้วยความทุกข์ ไปยัง ที่สุดจบสิ้นของความทุกข์ ที่ตนเคยผ่านมาแล้วนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบ รู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม ชีวิตก็ยังคงเป็นการเดินทางเรื่อยไปอยู่นั่นเอง

การเดินทางของชีวิตนี้ มิใช่เป็นการเดินทางด้วยเท้า ดังนั้น ทางของชีวิต จึงไม่สามารถที่จะเดินไปได้ด้วยเท้า บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้พากันสนใจในทางชีวิต กันมากเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นทางของจิต อันจะพัฒนาไปในทางสูงกว่าทางวัตถุหรือทางกาย อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย

สิ่งที่เรียกกันว่า ทางเดินนั้น แม้จะมีสายเดียวก็จริง ตามธรรมดา ต้องประกอบด้วยข้อดีหลายประการเสมอ ทางชีวิตก็เช่นเดียวกัน แม้จะสายเดียว ดิ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ก็จริง แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ เป็นต้นว่า

1. ศาสนา เป็นองค์คุณอันสำคัญ โดยช่วยให้ชีวิตนี้ มีความสดชื่น เยือกเย็น พอที่จะเป็นอยู่ ไม่ร้อนเป็นไฟ เช่นเดียวกับน้ำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง พฤกษชาติ ให้สดชื่น งอกงาม ตลอดเวลา ฉันใดฉันนั้น

2. ศิลปะ โดยเฉพาะก็คือ ศิลปะแห่งการครองชีวิต หรือการบังคับตัวเองได้ ช่วยให้ชีวิตนี้ ดูแจ่มใส งดงาม น่าชื่นใจ น่ารักใคร่ นำมาซึ่งความเพลิดเพลิน ในการก้าวหน้า ไปด้วยความรู้ และการกระทำที่ดูงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย

3. ภูมิธรรม คือ ธรรมสมบัติ หรือ ความดี ความจริง ความยุติธรรม ที่ประกอบอยู่ในตัวบุคคล อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส ความไว้วางใจ ความน่าคบหาสมาคมจากชีวิตรอบข้าง ทำให้ชีวิตนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิตทั้งหลาย

4. ความรู้ ช่วยให้มีความสามารถในการใช้ความคิด และการวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ในการตัดสินใจ การแก้ไขอุปสรรคและอื่นๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดผลในการครองชีพ การสมาคม และอื่นๆ ที่จำเป็นทุกประการ โดยสมบูรณ์

5. สติปัญญา ช่วยให้การดำเนินงานของชีวิตสำเร็จลุล่วงไปได้ตามแนวของความรู้ ทำให้ งานของชีวิต ทุกชนิด ทุกระดับ ดำเนินไปได้โดยง่าย โดยเร็ว โดยสมบูรณ์ และปลอดภัย โดยประการทั้งปวง

องค์ประกอบ 5 ประการนี้ รวมกันเป็นทางสายเดียว ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างสะดวก ประสบความสุขความเจริญ ผลในโลกนี้ คือ ทรัพย์ ชื่อเสียงและมิตรภาพก็ดี ผลในโลกหน้า คือ สุคติก็ดี และผลอันสูงสุด พ้นจากโลกทั้งปวง คือ นิพพานก็ดี จักเป็นที่หวังได้ ครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่ทุกชีวิตจะต้องแสวงหาทาง และมีทางเดินชีวิตของตนอันถูกต้อง ปลอดภัย เพื่อก้าวหน้าไปสู่ความสะอาด หมดจด สว่างไสว และ สงบเย็น สมตามความปรารถนา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6666 ข่าวสดรายวัน หน้า 31

Tuesday, February 10, 2009

ต้นแบบ ”รักเรียบง่าย” ที่คนไทยต้องร่วมสืบสาน ”รักตอบ”



ต้นแบบ ”รักเรียบง่าย” ที่คนไทยต้องร่วมสืบสาน ”รักตอบ”


แดงส์ ตักสิลา ผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552
fashionhora@gmail.com

ใกล้ถึงวันแห่งความรักอีกแล้ว และดูเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรืออาจเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมประเพณีสากลที่ครอบงำคนไทยไปด้วยแล้ว ด้วยทัศนคติที่คิดว่า Valentine’s Day เป็นวันแห่งความรักเชิงชู้สาว วันที่มีคุณค่าแค่ความรู้สึกพิเศษเฉพาะคนสองคนที่รักกัน เท่านั้นหรือ ?

คนไทยมีความรักต่อคนไทยด้วยกันหรือไม่ ? คนไทยมีความรักต่อผืนแผ่นดินไทยของเราหรือไม่ ? คนไทยแย่งชิงกันทำความดีเพื่อส่วนรวมที่ไม่ใช่ส่วนตัวหรือไม่ ?

ผมอยากเชิญชวนให้อ่านถ้อยคำ ที่ผมขออนุญาตนำมาจากปฏิทินตั้งโต๊ะของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งได้มอบให้ผม เป็นปฏิทินที่ได้รับพระบรมราชานุญาต ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์และถ้อยคำอันมีพลังแห่ง “รักเรียบง่าย” ที่พ่อหลวงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่มีการเลือกสี เลือกข้าง

กระบวนทัศน์ ”รักเรียบง่าย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

1. องค์รวม: ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม ทรงมองอย่างครบวงจร ทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข อย่างเชื่อมโยง

2. ไม่ติดตำรา: การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดกับวิชาการ และเทคโนโลยี ที่ไม่เหมาะสมกับชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

3. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก: ทรงมองข้ามปัญหาในภาพรวมก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็ก คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักมองข้าม “...ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก..ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน..เพื่อให้อยู่ใน สภาพที่คิดได้..”

4. ทำตามลำดับขั้น: ทรงเริ่มจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ก่อน จึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและเศรษฐกิจขั้นสูง โดยลำดับต่อไป

5. ทำงานอย่างมีความสุข: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกครั้งที่ทรงช่วยเหลือประชาชน “..ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น..”

6. การพึ่งตนเอง: การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในเบื้องต้น ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เขาแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้ แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ ”พึ่งตนเอง” ได้ในที่สุด

7. ทำให้ง่าย: ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานพัฒนาประเทศ ตามแนวพระราชดำริโดยง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งสลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย “ทำให้ง่าย”

8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด : ทรงใช้หลักในการแก้ไขด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนนั้นมาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูง หรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก “ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกป่า โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ”

9. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ: การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่เป็นจริง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ตามความต้องการของประชาชน

10. เศรษฐกิจพอเพียง: เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้าน ซึ่งสามารถทำให้อยู่ได้อย่างสมดุลโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้ได้มีการประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์การ ชุมชน และทุกภาคส่วน มาแล้วอย่างได้ผล

11. การมีส่วนร่วม: ทรงเป็นนักประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น “..ต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น รู้จักฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด.. เพราะการรู้จักฟังอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือการระดมสติปัญญา และประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงาน ให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง..”

12. ความเพียง (พระมหาชนก) : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะแรกที่ไม่มีความพร้อมมากนัก ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาโครงการต่างๆ ให้ราษฎรบังเกิดความร่มเย็นเป็นสุขในที่สุด

ขอให้พวกเราชาวไทย หันมาดูแลซึ่งกันและกัน ด้วยความรักห่วงใยที่เรียบง่าย จริงใจ มั่นคง รวมพลังสร้างความสงบสุข “รักตอบ” พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้ ด้วยการลงมือกระทำตามแนวทางอันเป็นกระบวนทัศน์ ”รักเรียบง่าย” ทั้ง ๑๒ ข้อกันเถิด แล้วคนไทยจะยังคงมีแผ่นดินไทย ไว้ให้รักหวงแหนอย่างมีระบบตราบชั่วนิรันดร์

Happy Valentine’s Day ครับ..!

http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9520000015021

Saturday, February 7, 2009

มาฆบูชา ๒๕๕๒







@ปาฏิโมกข์@


@ ไม่ทำชั่วทุกกรณี
ทำความดี อยู่เป็นนิตย์
ทำจิตให้บริสุทธิ์
พุทโธวาทะมาฆะฯ

@ คือโอวาทปาฏิโมกข์
คือโศลกแห่งสัจจะ
ให้รู้ที่ควรละ
แลให้รู้ที่ควรทำ

@ ความชั่วกับความดี
ดั่งสีขาวกับสีดำ
ช่วงสีที่เหลื่อมล้ำ
คือสีเทาทะมึนทอ

@ กลับผิดให้เป็นถูก
แลกลับถูกเป็นผิดต่อ
ยกย่องและเยิรยอ
แต่อำนาจและเงินตรา

@ ผิดชอบและชั่วดี
จึงต้องชี้ด้วยธรรมา
ประโยชน์ใหญ่แห่งมวลมหา
ประชาชนมาชี้ชัด

@ จึงจิตต้องบริสุทธิ์
พ้นสมมุติ พ้นจำกัด
ปรฏิโมกข์ตัวชี้วัด
ชะตากรรมประเทศไทย!

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ.๕/๒/๕๒

Monday, February 2, 2009

กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ




กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ

คำว่า กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ หมายความว่าอย่างไร เพราะบางคนพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางคนครอบครัวดี แต่มีบริวารนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนลูกดีแต่บุพพการีไม่ดี ถ้าจะถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง ที่เคยพัวพันกันมา จะต้องไปพบกันทุกชาติเช่นนั้นหรือ จึงมีการกล่าวถึงคำว่า "ทำกรรมร่วมกันมา"

คำว่า "กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ" เป็นคำที่หมายถึงคนสองคน หรือสองฝ่ายเคยทำอะไรร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วยกันเป็นต้น การกระทำที่ทำร่วมกันอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “กรรมร่วมกันมา” ถ้าเป็นกรรมในชาติก่อนๆ ก็เรียกว่า เป็นกรรมในอดีตชาติความจริงมิใช่ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะส่งผลให้มาพบกันในชาตินี้ แม้เวรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกกันไว้ หรือผูกไว้ทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเหตุส่งให้มาพบกันในชาตินี้ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงมักพูดติดต่อกันว่า "กรรมเวร" ความเข้าใจที่ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า พ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงที่เคยพัวพันกันมาจะต้องไปพบกันทุกชาตินั้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด อันที่จริงชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้จริง ในฐานะเป็นชาติที่เป็นเหตุให้เกิดมีชาตินี้ขึ้น แต่พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรในชาติก่อนนั้น หาได้เกิดพบกันทุกชาติไม่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรนั้นๆ ได้ทำกรรมจะดีหรือไม่ก็ตาม หรือได้มีเวรต่อกันมา กรรมและเวรอันนั้นแหละก็จะส่งผลให้เกิดมาพบกันในชาติต่อไป แต่จะทุกชาติหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมเวรที่จะก่อใหม่อีก

นัยตรงข้าม หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร มีความผูกพันกันเพียงสายเลือดซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาได้ทำกรรมดีกรรมชั่ว หรือผูกเวรกันไว้ไม่ อย่างนี้ก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะทำให้ไปเกิดพบกันอีก คือไม่มีกรรมเวรร่วมกันนั่นเอง เรื่องกรรมเรื่องเวร เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยากที่จะอธิบายให้เห็นแจ้ง ด้วยหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ได้ แต่ผู้สนใจในเรื่องนี้ศึกษาได้จากตำราและจากการสังเกตชีวิตจริงของตนและของ คนอื่น จะช่วยความเข้าใจได้มาก

เราอาจแบ่งบุคคลในกรณีนี้ ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. ประเภทดีด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายหรือทั้งหมด ได้เคยทำบุญทำความดี สร้างบารมีร่วมกันมา เรียกว่ามีดีเท่ากันว่างั้นเถอะ ประเภทนี้ก็มักจะเกิดมาดีด้วยกัน ได้ดีพอๆกันเช่นตำนานเรื่อง มฆมาณพสร้างถนนสร้างศาลามาด้วยกัน กับพวกอีก ๓๒ คน ตายไปแล้วได้เสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น ประเภทนี้ ความดีมีเท่ากัน จึงได้ดี ได้พบความดีมีสุข และเสวยความดีอยู่ด้วยกันได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีคุณธรรมเสมอกันนั่นเองที่เห็นง่ายๆ ในประเทศนี้ก็คือ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีก็ดี ภรรยาก็ดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเห็นอกเห็นใจกัน เรียกว่า ดีทั้งคู่ถ้าเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ดีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกพ่อแม่ก็รักลูก ทำเพื่อลูก และเป็นผู้นำที่ดีของลูกฝ่ายลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท รักเคารพพ่อแม่ด้วยใจจริงถ้าเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหาย เป็นต้น

๒. ประเภทเสียด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายเคยทำบาปทำกรรมร่วมกันมา มีความชั่วพอๆกัน ชอบเรื่องร้ายๆพอกันอย่างนี้ก็เกิดมาพบกันอีก และอยู่ด้วยกันได้ แม้จะลุ่มๆดอนๆก็ไม่ค่อยแยกกัน ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันได้ประเภทนี้ก็เช่นกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากันก็ประเภทหญิงร้ายชายเลวนั่นแหละ หรืออย่างพวกนักเลงเที่ยว นักเลงพนัน นักเลงสุรา จนกระทั่งนักเลงปล้นจี้ เป็นต้นคือชอบอย่างเดียวกัน ย่อมไปด้วยกันได้

๓. ประเภทมีเวรต่อกัน คือประเภทที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจดี แต่อีกฝ่ายอาจเสีย ฝ่ายดีก็จะถูกฝ่ายเสียคอยรบกวน คอยรังควาน คอยทำลายอยู่เรื่อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมอย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่นบางรายพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางรายครอบครัวดี แต่บริวารนำความเดือดร้อนมาให้นั่นแหละ กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังผูกเวรจองกรรมไว้ จึงต้องมาพบกัน คอยขัดขวางกันอยู่ร่ำไปไม่ต้องอื่นไกลหรอก แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีมารคอยผจญ มีพระเทวทัตคอยทำลาย และมีนักบวชต่างศาสนาคอยล้างผลาญเลยนี่แหละอำนาจของเวรล่ะ ลองได้ก่อไว้ หรือถูกก่อไว้ ก็เป็นได้ตามผจญกันไม่สิ้นสุดสักที ประดุจเวรของงูกับพังพอน เวรของกากับนกเค้า และเวรของมนุษย์ผู้ถือตัวจัดในเรื่องศาสนากับผิวในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ละเวรเสีย อย่างน้อยก็ด้วยการรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นเวรมณี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หมดเวรได้ แม้อย่างกรรมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือร่วมทำกับใคร หากเป็นกรรมชั่วกรรมเสียแล้ว ท่านว่าไม่ควรทำทั้งนั้น



พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี )
http://www.dhammathai.org/store/karma/view.php?No=6