Wednesday, April 7, 2010

เอล็กซานเดอร์มหาราช

มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของกรีก นาม เอล็กซานเดอร์มหาราช , ภายหลังจากที่ได้เข้าครอบครอง อาณาจักรน้อยใหญ่มากมาย ก็ได้เดินทัพกลับบ้าน ระหว่างทางท่านได้ล้มป่วยลง และต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานานนับเดือน เมื่อความตายกำลังใกล้เข้ามา, เอล็กซานเดอร์ก็ระลึกขึ้นได้ว่า ไม่ว่าชัยชนะที่ได้มา หรือแม้แต่กองทัพอันเกรียงไกร หรือแม้แต่ดาบ อันคมกริบ หรือความมั่งคั่งทั้งหลายที่มีอยู่ หาได้มีประโยชน์อันใดไม่

ท่านได้เรียกให้ขุนพลทั้งหลาย เข้ามาพบและกล่าวว่า ข้าพเจ้าคงจะต้องจากโลกนี้ไปในเร็วๆ นี้ แต่ก่อนที่จะตาย ข้าพเจ้าขอให้ช่วยพวกท่านช่วยเติม เต็มความปรารถนา 3 ประการ ของข้าพเจ้า และอย่าให้ขาดแม้แต่สิ่งเดียว ขุนพลทั้งหลายต่างร้องไห้น้ำตานองหน้า และทุกคนเห็นพ้องกันที่ ะยึดถือและจะทำให้สำเร็จตามคำปรารถนานั้น

- ความปรารถนาข้อแรกของข้าพเจ้า : ข้าพเจ้าขอให้เพียงลำพังแพทย์ผู้ทำการรักษา เป็นผู้แบกโลงศพของข้าพเจ้า
- ความปรารถนาข้อที่สอง : เมื่อแบกโลงศพของข้าพเจ้าไปยังสุสาน เส้นทางที่นำโลงศพไปสู่สุสาน ขอให้โปรยด้วยทองคำ เงิน และอัญมณีต่างๆ ซึ่งข้าพเจ้าได้สะสมไว้ในท้องพระคลัง
- ความปรารถนาข้อที่สาม ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย : ขอให้นำมือทั้ง 2 ข้าง ของข้าพเจ้าห้อยไว้ข้างโลงศพ
ผู้คนทั้งหลายที่ได้มารวมกันอยู่ต่างล้วนสงสัยในความปรารถนาของพระราชาของพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม / หนึ่งในขุนพลอันเป็นที่รักยิ่งของกษัตริย์เอล็กซานเดอร์ ได้นำมือของเอล็กซานเดอร์ขึ้นมาจุมพิต และแนบมือนั้นไว้ที่หน้าอก(หัวใจ) ของเขา พร้อมเอ่ยว่า องค์พระราชา... พวกเราพร้อมจะดำเนินการเติมเต็มตาม
ความปรารถนาของพระองค์ เพียงแต่ขอพระองค์โปรดบอกเหตุผลว่า ทำไมพระองค์จึงขอให้ดำเนินการตามความปรารถนาเช่นนั้น
ถึงตอนนี้เอล็กซานเดอร์ ได้ถอนหายใจอยากลึกๆ และกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าอยากให้ทั้งโลกได้รู้ไว้เกี่ยวกับ บทเรียน 3 เรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนผ่านมาแล้ว”
- ที่ข้าพเจ้าต้องการให้แพทย์ผู้ทำการรักษาข้าพเจ้า เป็นผู้แบกโลงศพของข้าพเจ้า ก็เพื่อว่า ผู้คนทั้งหลาย จะได้ตระหนักไว้เสมอว่าไม่มีหมอคนได้ที่จะสามารถจะรักษา คนป่วยได้อย่างจริงๆ พวกหมอเหล่านั้นเขาไม่มีพลังอำนาจใดๆ ยื้อชีวิตจากความตายได้ ฉะนั้นขอให้อย่ายื้อชีวิตของใครให้คงอยู่ตลอดไปเลย
- ที่ข้าพเจ้า อยากให้โปรย ทอง เงิน ฯลฯ บนเส้นทางไปสู่สุสาน ก็เพื่อจะบอกผู้คนทั้งหลายว่า ... แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ของแก้วแหวน เงินทอง ซึ่งข้าพเจ้าหามาได้ข้าพเจ้าก็เอาไปไม่ได้
- และความปรารถนา ข้อสุดท้าย ... ที่ขอให้นำมือทั้ง 2 ข้างของข้าพเจ้า ห้อยไว้ ข้างนอกโลง .. ก็เพื่อว่า ผู้คนจะรู้เอาไว้ว่า ข้าพเจ้ามามือเปล่าในโลกนี้ และข้าพเจ้าก็จากโลกนี้ไปอย่างมือเปล่า

สุดท้ายในคำกล่าวของเอล็กซาน เดอร์ “ ขอให้ฝังข้าพเจ้า, ไม่ต้องสร้างอนุสรณ์สถานใดๆ, ปล่อยให้มือทั้ง 2 ห้อยอยู่ข้างนอกโลง เพื่อที่โลกจะได้รู้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งเอาชนะมาแล้วทั้งโลก .... ในที่สุดก็ไม่เหลืออะไรติดมือไปเลย แม้แต่นิดเดียว”

จาก forworded mail

Tuesday, April 6, 2010

ฉลาดทำใจในยามการเมือง ขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย

ฉลาดทำใจในยามการเมืองขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย

พระไพศาล วิสาโล
เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะในระดับประเทศ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเราด้วยมักถูกดึงเข้าไปเป็นฝักฝ่าย ทำให้ความขัดแย้งขยายตัว และลุกลามไปถึงที่ทำงานและในบ้าน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ใด ๆ มาเกี่ยวข้อง หากเป็นเพราะความคิดเห็นต่างกัน หรือสนับสนุนคนละฝ่ายกันเท่านั้น

ในสภาพเช่นนี้พึงระลึกไว้ว่า คนเรานั้นเห็นต่างกันได้ อาจเป็นเพราะได้ข้อมูลต่างกัน หรือ มีเกณฑ์วัดความดีและความสำเร็จต่างกันก็ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ข้อสำคัญก็คือคนที่เห็นต่างจากเราไม่ใช่คนเลว คนดีก็มีสิทธิเห็นต่างจากเราได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเห็นเขาเป็นศัตรู

ควรมองคนให้กว้างขึ้น แล้วเราจะพบว่า แม้เขาจะคิดต่างจากเราในเรื่องนี้ แต่ก็มีหลายเรื่องที่คิดเหมือนกับเรา จึงไม่ควรมองเห็นเขาเป็นศัตรูเพียงเพราะว่าคิดต่างจากเราในเรื่องนี้หรือ เรื่องนั้น จะว่าไปแล้วคนเราทุกคนมีความเหมือนมากกว่าความต่าง ถ้าเราไปติดอยู่กับความต่าง เราจะมองกันเป็นศัตรูได้ง่าย แล้วความโกรธเกลียดจะเผาลนจิตใจเรา แต่ถ้าเรามองไปที่ความเหมือนให้มากๆ จะพบว่าเราเป็นเพื่อนกัน รักชาติบ้านเมืองเหมือนกัน

นอกจากมองกว้างแล้ว ควรมองให้ไกลด้วย วันนี้เรากับเขาอาจอยู่คนละมุม แต่พรุ่งนี้เรากับเขาอาจร่วมมือร่วมใจกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ ดังคนไทยทั้งประเทศได้แสดงให้เห็นเมื่อครั้งร่วมใจกู้ภัยสึนามิมาแล้ว เพราะ ฉะนั้นแม้จะขัดแย้งกัน แต่อย่าทะเลาะกันจนมองหน้าไม่ติด เพราะวันพรุ่งนี้เราอาจจำเป็นต้องมาจับมือกันก็ได้

ที่สำคัญก็คือคนที่เห็นต่างจากเราบางคนก็เป็นคู่รัก เป็นญาติพี่น้อง หรือมิตรสหาย เราจะต้องมีชีวิตร่วมกันไปอีกนาน ดังนั้นจะทะเลาะวิวาทกันไปทำไม พึงตระหนักว่าประเด็นการเมืองที่ขัดแย้งกันนั้น ส่วนใหญ่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็สร่างซาไป ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่อีกต่อไป แต่หากเราทะเลาะกันจนมองหน้าไม่ติดแล้ว ความบาดหมางจะกินใจทุกฝ่ายไปอีกนาน จึงควรพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ที่จะต้องวิวาทกันในเรื่องการเมืองที่หาความแน่ นอนไม่ได้

ประการสุดท้ายคือ . แผ่เมตตาให้คู่กรณีที่อยู่คนละฝ่ายกับเราบ้าง พึงตระหนักว่า ความโกรธเกลียดไม่เป็นผลดีแก่จิตใจของเรา ทุกครั้งที่เรารู้สึกโกรธเกลียด มีจิตปรารถนาร้ายต่อใคร คนแรกที่ถูกทำร้ายคือเรา ความโกรธเกลียดนั้นทำร้ายเราก่อนที่จะไปทำร้ายคนอื่นเสียอีก เพียงแค่คิดถึงเขาก่อนนอน ก็อาจทำให้เรานอนไม่หลับ เกิดความเครียด ความดันโลหิตขึ้น อย่าปล่อยให้ความโกรธเกลียดบั่นทอนจิตใจของเรา ขับไล่ความโกรธเกลียดไปด้วยการแผ่เมตตา

ทุกคืนก่อนนอน ลองแผ่เมตตาให้เขาด้วยความปรารถนาดี ขอให้เขาหลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์ ขอให้ความโลภ โกรธ หลงอย่าได้เกาะกุมจิตใจเขาเลย ขอให้เขามีสัมมาทิฏฐิและมีโอกาสเข้าถึงความสงบสุขที่ลึกซึ้งในชีวิต เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์พบเห็นภาพของคู่ตรงข้ามที่เราไม่ชอบใจ แผ่เมตตาทำนองนี้ให้เขาด้วยก็ดี อย่างน้อยใจเราจะได้ไม่เร่าร้อนหรือถูกเผาลนด้วยความโกรธเกลียด

ไม่มีทางลัดสู่ความสงบ ยอมเสียเวลาดีกว่าเสียเลือดเนื้อ
วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2553 มติชนออนไลน์

Sunday, April 4, 2010

ทอดผ้าป่าสร้างพระวิหารวัดสันคะยอม

ตามที่พระวิหารวัดสันคะยอม ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้ถูกเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 คณะศรัทธา พุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันจัดตั้งกองผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างพระวิหารใหม่เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ โดยได้นำไปทอดถวายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2553 โดยได้เงินทำบุญจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลทั้งสิ้น 53,887 บาท จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุโมทนาในบุญกุศลครั้งนี้โดยทั่วกัน


จารึกการสร้างพระวิหารหลังเก่าเมื่อ พ.ศ. 2503


พระพุทธรูปที่เหลือจากเพลิงไหม้พระวิหาร



พระพุทธรูปที่เหลือจากเพลิงไหม้พระวิหาร


พระพุทธรูปไม้สักที่ถูกเพลิงไหม้


พระพุทธรูปไม้สักที่ถูกเพลิงไหม้


พระพุทธรูปที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้



รูปภาพและผ้ายันต์ที่เหลือจากเพลิงไหม้


บริเวณที่ตั้งพระวิหารเดิมได้รับการปรับแต่งพื้นที่แล้ว


พระประธานในพระวิหารเดิมได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้


พระประธานในพระวิหารหลังเดิม ปัจจุบันอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ


พระพุทธรูปในศาลาการเปรียญ


องค์ผ้าป่าก่อนถวาย


พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี

Thursday, April 1, 2010

สมเด็จ พระเทพฯ องค์"วิศิษฏศิลปิน"

สมเด็จ พระเทพฯ องค์"วิศิษฏศิลปิน"


ในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนและเยาวชนมีจิตสำนึกรักและหวงแหนมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ของชาติไทย โดยการรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างถูกวิธี การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและภาคเอกชนมีความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้า ของโบราณสถาน โบราณวัตถุ และร่วมรับผิดชอบดูแลทำนุบำรุงรักษาไว้เป็นมรดกไทยประจำถิ่น ลดอัตราการสูญเสีย และการถูกทำลายของโบราณสถาน โบราณวัตถุให้น้อยลง

นอก จากจะเป็นวันที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยรำลึกถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติแล้ว รัฐบาลยังกำหนดให้วันอนุรักษ์มรดกไทย เป็นวันเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวัน พระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เวียนมาบรรจบครบรอบ 30 ปี ในวันที่ 2 เม.ย. 2528 ที่พระ องค์ทรงเป็นองค์เอกอัครราชูปถัมภก มรดกวัฒนธรรมไทย และสนับสนุนกิจกรรมอันเนื่องด้วยงานวัฒนธรรมของชาติตลอดมา พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญพระราชกรณีย กิจ และราชจริยวัตรในด้านอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่างๆ ทั้งด้านพุทธศาสนา ภาษาไทยและวรรณกรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี งานช่าง สถาปัตยกรรมและดนตรีไทย


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายด้าน ทั้งงานพระราชนิพนธ์ต่างๆ ทั้งประเพณีวัฒน ธรรม ภาษา และศาสนา ด้านการประพันธ์พระองค์ทรงสนพระทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เนื่องด้วยทรงเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จนได้รับฉายาว่า "หนอนหนังสือ" ทำให้ทรงมีความรู้มากมาย พระราชนิพนธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมถึงพระราชนิพนธ์แปลต่างๆ อาทิ วรรณวลี ซึ่งพระราชนิพนธ์เป็นบทร้อยกรอง กษัตริยานุสรณ์ พระราชนิพนธ์เป็นโคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พุทธศาสนาสุภาษิตคำโคลง พระราชนิพนธ์เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 38 พรรษา เดินตามรอยพ่อ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งพระทัยในพระราชกรณียกิจ ด้านต่างๆ เพื่อประชาชนชาวไทยทั้งของพระองค์เองและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ได้รับความนิยมมาก




เมื่อทรงมีโอกาสเสด็จประพาสต่างประเทศ จะทรงนำประสบการณ์ที่ทรงประสบมานิพนธ์เป็นหนังสือซึ่งมีคุณค่าทางประวัติ ศาสตร์ วัฒนธรรมและประเพณีของประเทศนั้นเป็นอย่างดี

ด้านดนตรีไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเป็นอย่างมาก ทรงหัดเริ่มเล่นซอด้วงก่อนเป็นอันดับแรก และทรงเล่นมาตลอดจนมีความสามารถในการเล่นยอดเยี่ยม

พระราชนิพนธ์ตอน หนึ่งในเรื่อง "เหตุใดข้าพเจ้าจึงชอบเล่นดนตรีไทย" ความว่า "ดนตรีไทยนี้เล่นแล้วติดจริงๆ สบโอกาสเมื่อไรก็ต้องไปฟัง แต่ก่อนอธิบายได้ว่าชอบเพราะชาตินิยม หลังๆ นี้ชอบเพราะฟังแล้วสนุกตื่นเต้น มีทุกรส..." นอกจากจะโปรดการเล่นดนตรีไทยแล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง เพลงแรกที่นิพนธ์ คือ เพลงส้มตำ ซึ่งเป็นที่นิยมและชื่นชอบของประชาชนทั่วไป เนื่องจากเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาสละสลวย พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์อีกหลายเพลง เช่น เต่ากินผักบุ้ง เต่าเห่

ด้วย พระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในปีพ.ศ. 2546 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติทูล เกล้าฯ ถวายพระสมัญญา "วิศิษฏศิลปิน" แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นศิลปินผู้มีอัจฉริยภาพหลายสาขาเป็นที่ยอมรับ ประจักษ์ชัดในวงการศิลปะ

ในวันที่ 2 เมษายน 2553 วันอนุรักษ์มรดกไทย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงเชิญชวนประชาชนชาวไทย ตระหนักถึงความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมของชาติ ร่วมกันหวงแหน อนุรักษ์ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยของเราให้ดำรงอยู่ สมกับที่พระองค์ท่านบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันก่อเกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่ออนุชนรุ่นหลังจักได้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยของเราสืบไป

หน้า 25
วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7064 ข่าวสดรายวัน

Wednesday, March 31, 2010

๒๒๓ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว




ด้วยความสำนึุกในพระมหากรุณาธิคุณ

"ด้วยก่อน เก่าเหล่าลูกตระกูลปราชญ์
ทั้งเชื้อชาติชนผู้ดีมียศศักดิ์
ย่อมหัดฝึกศึกษาข้างอาลักษณ์
ล้วนรู้หลักพากย์พจน์กลบทกลอน

ทุกวันนี้มีแต่พาลสันดานหยาบ
ประพฤติบาปไปเสียสิ้นแผ่นดินกระฉ่อน
จะหาปราชญ์เจียนจะขาดพระนคร
จึงขอพรพุทธาไตรญาคุณ

อันกุลบุตรจะสืบสายไปภายหน้า
จงปรีชาแช่มชื่นทุกหมื่นขุน
ให้ฝักใฝ่ในกุศลผลบุญ
อย่ามัวมุ่นฝิ่นฝาสุราบาน

พึงส้องเสพสัปปุรุสสุจริต
รู้ชั่วชอบประกอบกิจเป็นแก่นสาร
สดับเรื่องเรืองปัญญาปรีชา ชาญ
สุภาษิตพิสดารหมั่นอ่านเรียน"

(คัดลอกตามต้นฉบับ)

Wednesday, March 10, 2010

ปาฏิหาริย์นวดมือบำบัด 15 อาการยอดฮิต (ชีวจิต)

ปาฏิหาริย์นวดมือบำบัด 15 อาการยอดฮิต (ชีวจิต)

ใครที่มีปัญหาสุขภาพ วันนี้มีวิธีบำบัดอาการเหล่านั้นด้วยการนวดมือมาบอกต่อกัน

1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลักสองตัว ได้แก่ ไทร็อกซิน ซึ่งทำหน้าที่เร่งการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และคาลซิโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับแคลเซียมในเลือด

ต่อมไทรอยด์ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภายในร่างกาย ระดับน้ำและพลังงานในเนื้อเยื่อ รวมถึงความหนาแน่นของกระดูก พัฒนาการและการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การทรงตัว ความสงบใจ และสุขภาพโดยรวม

เราอาจกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข เบิกบาน หรือซึมเศร้า เชื่องช้า เก็บกด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ทั้งสิ้น

วิธีการนวดมีดังนี้

- ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่ง กดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง

- นวดกดไล่ไปรอบ ๆ บริเวณนี้

หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด

2. นวดเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น

ถ้าระบบประสาทเหนื่อยล้า การทำงานของกล้ามเนื้อตาก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานภายใต้การควบคุมของระบบประสาท

การปฏิบัติเพื่อถนอมสายตานั้น ได้แก่ การออกกำลังกาย อาหารสุขภาพ พร้อมกินวิตามินเสริมบ้าง

ส่วนวิธีนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นมีดังนี้

- ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นวดนานนิ้วละสอง-สามวินาที

- นวดถูให้ทั่วมือ

- นวดตามแบบข้อ 1 อีกครั้ง แต่นวดนานนิ้วละหนึ่ง-สองนาที

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ควรนวดเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้แล้ว ควรนวดจุดสะท้อนตับบนมือขวา และนวดจุดสะท้อนไตของทั้งสองมือไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้ร่างกายได้ทำความสะอาดพลังงานคั่งค้าง ออกไปทางอวัยวะทั้งสองนี้ ฉะนั้น หากสุขภาพตับและไตไม่ดี มักมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการมองเห็นด้วยเช่นกัน

3. นวดกระตุ้นการได้ยิน

การได้ยิน คือ การเดินทางของพลังงานจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ พลังงานเสียงที่มากระทบหูภายนอก ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วก้อย

ส่วนที่สองคือ พลังงานเสียงที่ผ่านเข้าไปในช่องหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วนาง

ส่วนที่สามคือ พลังงานการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วกลาง

ส่วนที่สี่คือ พลังงานของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของประสาทเล็กประสาทน้อยภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วชี้

ส่วนที่ห้าคือ พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงที่เดินทางไปแปลความหมายที่สมอง ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วโป้ง

วิธีนวดเพื่อกระตุ้นการได้ยินมีดังนี้

- นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที เพื่อส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยิน

- นวดกดจุดสะท้อนต่อมพิทูทารี ซึ่งอยู่ตรงกลางนิ้วโป้ง เพื่อเพิ่มการพลังสมอง

4. นวดแก้ไอ

จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ลำคอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอหรือไอ จึงต้องนวดกดบริเวณนั้น

วิธีการมีดังนี้คือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้นานราว 5-10 นาที

5. นวดแก้ปวดไมเกรน

อาการปวดไมเกรนเกิดจากความไม่ปกติของการไหลเวียนโลหิตในสมอง แพ้อาหารหรือความตึงเครียดของร่างกาย

การบำบัดอาการปวดไมเกรนคือ การทำให้เส้นประสาทต่าง ๆ ผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น

วิธีการนวดมือคือ

- นวดผ่อนคลายจุดสะท้อนต่อมพิทูทารีและต่อมอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเอ็นด็อก ริน ซึ่งอยู่บริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน

- นวดกดจุดสะท้อนหัวใจ เพื่อให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

- นวดกดจุดสะท้อนตับ เพื่อกระตุ้นให้ตับขับสารพิษ และช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและการดูดซึม

6. นวดแก้ปวดข้อ

ไม่ว่าสาเหตุของอาการปวดข้อจะมาจากรูมาตอยด์ เก๊าต์ หรือเอสแอลอี แต่การเยียวยาอาการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ลดความเครียด

การนวดมือก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และการฟื้นฟูการทำงานของข้อได้ เพราะการนวดมือช่วยสร้างสมดุลให้อวัยวะภายใน ด้วยการกระตุ้นระบบการไหลเวียน ขับท็อกซิน ออกไปจากระบบการทำงานส่วนนั้น ๆ

ฉะนั้นการนวดมือเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ จึงคือการนวดต่อมต่าง ๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน

7. นวดบำบัดไฮโปไกลซีเมีย

ถึงวันนี้ เรายังรู้จักโรคไฮโปไกลซีเมียกันน้อยเหลือเกิน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี่คือโรค ทั้งที่ก่ออันตรายต่อชีวิต

สาเหตุหลักของโรคไฮโปไกลซีเมียคือ ระดับน้ำตาลต่ำ จึงก่อให้เกิดหลายอาการทั้งทางกายและใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการที่ว่าได้แก่ กระวนกระวาย ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ นอนไม่หลับ ภูมิแพ้

คุณหมอส่วนใหญ่จึงรักษาไปตามอาการที่เป็น บ้างก็รักษาด้วยยาจิตเวช ซึ่งมักเป็นยาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาการจึงแย่ลงไปอีก

โรคนี้ไม่เกี่ยวกับต่อมไหนทำงานน้อยหรือมาก ฉะนั้นการนวดมือบำบัดอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย จึงคือการกระตุ้นต่อมต่าง ๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน เพื่อกระตุ้นระบบอิมมูนซิสเต็มนั่นเอง

8. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก

เส้นผมมักสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม นักวิทยาศาสตร์มักแนะนำให้เรากินโปรตีน ซิลิก้า และแคลเซียม เพื่อเส้นผมสวยแข็งแรง แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าสถิตย์จากเล็บนั้น ช่วยเสริมสุขภาพเส้นผมได้

การนวดจุดสะท้อนเส้นผม ซึ่งอยู่บริเวณเล็บมือของเรา จึงช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและหงอกก่อนวัยได้

- กำมือทั้งสองข้างไว้หลวม ๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน

- ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็ว ๆ

ทำท่านี้วันละหนึ่งครั้ง ๆ ละ 5 นาที

9. นวดแก้ปวดหลัง

ลังและกระดูกสันหลังมีส่วนสำคัญต่อระบบสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทสำคัญมากมาย ทำให้ร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้ หากกระดูกสันหลังไม่เรียงกันอยู่ในแนวปกติ

การนวดกดจุดสะท้อนหลังคือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียด ดังนี้

- นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนเซอวิคอล (บริเวณต้นคอ) ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย

- นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา

10. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร

กระเพาะอาหารมีหน้าที่ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายกินผ่านปากเข้าไป ซึ่งบ้างก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย บ้างก็ทำลายกระเพาะอาหาร และทุกระบบของร่างกาย

เมื่ออาหารผ่านเข้าปาก การเคี้ยวบดอาหารในปากให้ละเอียดนั้น ช่วยผ่อนแรงกระเพาะอาหารได้อักโข แถมยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย

การนวดกดจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร จึงคือการกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมีท่าดังนี้คือ

- ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย

- กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้

11. นวดบำรุงหัวใจ

หัวใจมีหน้าที่นำออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนำกลับเข้ามาเติมออกซิเจน โดยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที

ปกติกล้ามเนื้อหัวใจมีบทบาทในการทำหน้าที่นี้ ผ่านกริยาการบีบตัว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการที่หัวใจเต้นตุบ ตุบ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจต้องการช่วงเวลาพักนานกว่าจังหวะการบีบตัวเสียอีก

การนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น วิธีการคือ

- หาตำแหน่งของจุดสะท้อนหัวใจบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย

- กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย อีกสี่นิ้วที่เหลือ ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้

12. นวดแก้อาการเป็นลม

อาการเป็นลม มีสาเหตุจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดออกซิเจน การนวดมือคือ การช่วยกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนในสมองอย่างเพียงพอ

นวดกดจุดสะท้อนสมองซึ่งคือส่วนปลายสุดของทุกนิ้ว โดยเฉพาะหัวแม่มือ วิธีการคือ

- เริ่มออกแรงกดปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา หมุนวน

- หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง

ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย

13. นวดกระตุ้นตับ

ตับมีหน้าที่ขับของเสียและพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สะสมวิตามินบางอย่าง เพื่อร่างกายไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น วิตามินเอ บี ดี และเหล็ก

ปกติตับจะมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองได้ เช่น ถ้าส่วนหนึ่งของตับถูกทำลายไป ตับก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน

การนวดกระตุ้นตับคือ การนวดเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับนั่นเอง วิธีคือ

- หาตำแหน่งของจุดสะท้อนตับบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา

- กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย

- สลับนวดมือซ้าย เพื่อนวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ

14. นวดกระตุ้นไต

ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด โดยส่งของดีกลับขึ้นไปฟอกต่อที่หัวใจ ส่วนของเสียก็ผสมกับน้ำและขับออกเป็นปัสสาวะ การนวดมือคือการกระตุ้นให้กระบวนการกรอง และขับของเสียมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การนวดกระตุ้นจุดสะท้อนไตมีดังนี้

- หงายมือข้างซ้ายเข้าหาลำตัว

- ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้

- ออกแรงกดและหมุนไปรอบ ๆ บริเวณ นานราวสองสามวินาที

- สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย

หากคุณหมอตรวจพบว่า ไตมีความผิดปกติ เราไม่ควรนวดกดจุดสะท้อนไตนานเกินไป

15. นวดคลายอาการปวดประจำเดือน

ความทรมานระหว่างวันนั้นของเดือน มักส่งผลต่ออารมณ์ของหญิงสาวหลายคน

เราสามารถเยียวยาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยการนวดมือดังนี้

- ยกมือขวาขึ้นตั้งขนานกับลำตัว บิดข้อมือไปทางด้านหลัง

- ยกมือซ้ายจับข้อมือขวา กดบริเวณข้อมือขวาให้แน่นด้วยนิ้วกลางและนิ้วนาง ทิ้งไว้ 3-15 นาที จึงค่อย ๆ คลายออก

- ทำสลับข้าง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://board.palungjit.com/f9/ปาฏิหาริย์นวดมือบำบัด-15-อาการยอดฮิต-230393.html

Sunday, February 28, 2010

มาฆบูชารำลึก



มาฆบูชารำลึก

สิริอัญญา ผู้จัดการออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2553

ความจริงวันมาฆบูชาในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 แต่เพราะสังคมไทยมัวสาละวนสนใจอยู่กับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,000 ล้านบาท จึงทำให้แทบไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องมาฆบูชาไป

แม้คอลัมน์นี้ก็ต้องมาทำเรื่องมาฆบูชาลงตีพิมพ์ในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็คล้อยตามกระแสไปเช่นเดียวกัน แต่จะว่าคล้อยตามไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ไม่ได้เพราะความจริงก็รู้อยู่ แต่จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสียก่อน

ที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า มีปรากฏการณ์มากหลายที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทย หากปล่อยเนิ่นช้าไปก็จะยิ่งทำให้ความเข้าใจผิดแพร่หลายออกไปมากขึ้น และจะทำให้คนไทยแตกความสามัคคีหรือหลงผิดติดยึดในเรื่องผิดๆ มากขึ้น

ดัง นั้นจึงนึกเสียว่า การทำหน้าที่อย่างนั้นก็เป็นการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ดังเจตนารมณ์อันแท้ จริงของวันมาฆบูชาเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เรื่องมาฆบูชารำลึกต้องเลื่อนมาถึงวันนี้

โดยปกติแล้ววันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ดังนั้นวันมาฆบูชาจึงเลื่อนมาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

ก็ต้องเริ่มต้นว่า วันสำคัญในพระพุทธศาสนาของเรานั้น ที่สำคัญก็มีอยู่ 3 วัน คือ

วันของพระพุทธเจ้า ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งเรียกว่าวันวิสาขบูชา เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
วันของพระธรรม ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระธรรมเป็นครั้งแรก โดยแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร

และ วันของพระสงฆ์ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 และปีนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 4 ซึ่งเรียกว่าวันมาฆบูชา และที่เรียกว่าวันมาฆบูชานั้นเป็นไปตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าประเทศพุทธศาสนาทั้งหลายและความอันมีมาในพระ ไตรปิฎกนั้น วันมาฆบูชาเป็นวันที่สำคัญมากที่สุดวันหนึ่ง จึงทรงโปรดให้มีการพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก

ต่อมาทางราชการโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งของสงฆ์ และฆราวาสก็ได้เผยแพร่อบรมสั่งสอนเยาวชนคนไทยว่า วันมาฆบูชามีความสำคัญ เรียกว่าเป็นวันจาตุรงคสันนิบาตเพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างเกิดขึ้น

คือเป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญเสวยมาฆะฤกษ์ เป็นวันที่พระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายมีจำนวน 1,250 รูป พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพที่ได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา จากพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เอง และเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์

มีการอธิบายขยายความด้วยว่า เหตุที่พระอรหันต์ 1,250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายเพราะเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน มีความคุ้นเคยที่จะต้องมาชุมนุมกันในวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระศิวะเสด็จออกตรวจโลก คือเป็นวันศิวาราตรี

สอนกันไปสอนกันมาอย่างนี้ ชาวพุทธบ้านเราก็รับรู้และมีความเชื่อแล้วถือเอาความสำคัญของวันมาฆบูชาแต่ เพียงวันจาตุรงคสันนิบาตนี้ จึงทำให้แก่นแท้ของวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนานี้ต้องเจือจางไป และทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์อันพึงได้ในโอกาสอันสำคัญนี้

ความ จริงแล้วที่อบรมสั่งสอนกันมานั้นเป็นเรื่องห่างเหินผิดเพี้ยนไปจากเรื่องราว ที่เป็นจริงมากมาย เป็นเรื่องน่าละอายของชาวพุทธบ้านเราที่ใครๆ เขายกย่องว่าเป็นเมืองของพระพุทธศาสนา ที่ว่าผิดเพี้ยนอย่างไรและเนื้อแท้เป็นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความ เข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งในเทศกาลอันสำคัญนี้

ประการแรก ฐานะของวันเพ็ญเดือน 3 และพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี เพราะในช่วงเดือน 3 หรือเดือน 4 ในกรณีเป็นปีอธิกมาสนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวลูกไก่หรือดาวกฤตติกา หรือดาวมาฆะ จึงเรียกช่วงเวลาเดือนนี้ว่ามาฆะมาส เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี และในช่วงเดือนหนึ่งก็ย่อมมีวันพระจันทร์เพ็ญ จึงมีปรากฏการณ์พระจันทร์เพ็ญในขณะเสวยหรือโคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะ

ประการที่สอง พระอรหันต์ 1,250 รูปนั้น พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เองก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เพราะช่วงนั้นเป็นพรรษาแรกของโพธิกาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตรัสรู้คือวันเพ็ญเดือน 6 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 3 รวมเวลา 9 เดือน พระสาวกทั้งหลายล้วนได้รับการบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น เพราะช่วงนั้นยังมิได้ประทานวิธีบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทาและญัตติจตุตถกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้

ประการที่สาม พระอรหันต์ขีนาสพ 1,250 รูปนั้นไม่ได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายดังที่กล่าวอ้างกันมา แต่เป็นพระอรหันต์ที่พำนักอยู่ที่สวนลัฏฐิวัน ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ใกล้กับพระราชวังของพระเจ้าพิมพิสาร พระมหาราชเจ้าแห่งแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจของอินเดียในยุคนั้น

ตรง นี้สำคัญและต้องกล่าวด้วยว่า ณ วันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลนั้น มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว 1,340 รูป ทั้งนี้ไม่นับรวมพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระอรหันต์ 1,340 รูปนั้นคือกลุ่มปัญจวัคคีย์ 5 รูป พระยัสสะและเพื่อนกลุ่มแรก 5 รูป พวกเพื่อนของพระยัสสะกลุ่มที่สองอีก 50 รูป กลุ่มภัททวัคคีย์จำนวน 30 รูป กลุ่มพวกชฎิล 3 พี่น้อง 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ 250 รูป

ในจำนวน 1,340 รูปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสสั่งให้แยกย้ายกันไปประกาศพระพุทธศาสนาก่อน 2 ชุด รวม 90 รูป

กลุ่มแรก จำนวน 60 รูป ได้แก่กลุ่มของปัญจวัคคีย์ 5 รูป และกลุ่มของพระยัสสะ 55 รูป

กลุ่มที่สอง จำนวน 30 รูป ได้แก่กลุ่มของภัททวัคคีย์

ดังนั้นจึงมีพระอรหันต์เหลืออยู่ที่สวนลัฏฐิวันในวันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลเพียง 1,250 รูป หรือกล่าวง่ายๆ ว่าที่เหลืออยู่นั้นเป็นพระอรหันต์จาก 2 กลุ่มเดิมคือกลุ่มชฎิล 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ 250 รูป

ในกลุ่มของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ 250 รูปนั้นปรากฏว่าหลังจากบวชแล้วเพื่อนๆ ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อน ต่อมาพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ตาม เหลือพระสารีบุตรเป็นองค์สุดท้ายที่บรรลุช้ากว่าใครเพราะมีปัญญาและมีความ สงสัยในเรื่องราวต่างๆ มาก

ในตอนกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3 ปีนั้น หลังจากที่ทรงนำคณะชฎิลไปที่สวนลัฏฐิวันแล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดทีฆนขะปริพาชกที่ถ้ำสุกรขาตาเชิงเขาคิชฌกูฏ โดยพระสารีบุตรได้ตามเสด็จไปถวายงานพัด

ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชกนั้น พระสารีบุตรก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นพระอรหันต์องค์ที่ 1,340 และเป็นพระอรหันต์ที่ทำให้จำนวนพระอรหันต์ซึ่งอยู่ที่สวนลัฏฐิวันครบ 1,250 รูปในวันนั้น โดยที่พระทีฆนขะแม้เมื่อได้ฟังธรรมแล้วในวันนั้นก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระ อรหันต์

ดัง นั้น พระอรหันต์ 1,250 รูป จึงมิได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายแต่ประการใด และในวันนั้นก็ไม่ใช่วันศิวาราตรี เพราะวันที่พระศิวะตรวจโลกจะอยู่ในช่วงเดือน 11 ไม่ใช่อยู่ในช่วงเดือน 3 ที่สำคัญคือพระอรหันต์ 1,250 รูปนั้นไม่มีรูปใดเป็นพราหมณ์เลย เพราะพื้นเดิมนั้นเป็นพวกชฎิลและปริพาชก ซึ่งเป็นคนละพวกกับพราหมณ์

เมื่อโปรดพระทีฆนขะแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จกลับสวนลัฏฐิวันพร้อมกับพระสารีบุตรซึ่งบรรลุเป็นพระ อรหันต์แล้ว ค่ำคืนนั้นเป็นคืนเพ็ญ พระจันทร์เด่นกระจ่างกลางเวหา ทอสาดแสงนวลตา และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ได้นั่งชุมนุมกันเพื่อฟังธรรมตามปกติ

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ณ โอกาสและกาละอันนั้น
พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแก่พระอรหันต์ทั้งหลายว่า การประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่นั้นเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอดีตพระพุทธเจ้าบางพระองค์มีโพธิกาลยาวมาก มีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ 2-3 ครั้งก็มี แต่ในโพธิกาลของพระองค์นั้นสั้น ดังนั้นจึงมีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวนี้

ดัง นั้นชาวพุทธจึงพึงเข้าใจว่า การประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ในวันเพ็ญเดือน 3 ในโพธิกาลเพื่อแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นกรณียกิจหรือประเพณีของพระ พุทธเจ้าทุกพระองค์

โอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดงในราตรีนั้น มีความว่า

“ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่านิพพานเป็นบรมธรรม
ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่ทำบาปทั้งปวง
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น
การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ความสำรวมในปาติโมกข์
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร
การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด
การประกอบความเพียรในอธิจิต
นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”

วันนี้ เนื้อที่มีเท่านี้แหละ ขอท่านทั้งหลายพึงน้อมนำและรับเอาประโยชน์แห่งโอวาทปาติโมกข์ให้เสมือนหนึ่ง ได้นั่งสดับอยู่เบื้องหน้าพระตถาคตเจ้านั้นเถิด.